ชาวบ้านชายแดนไทย–กัมพูชา ฝั่งเทือกเขาพนมดงรัก ยังอยู่ในอาการหวาดผวา หลังเกิดเหตุระทึก “กระทิงป่า” ตัวเขื่องพุ่งชนหญิงวัย 58 ปี กลางทุ่งนา ร่างกระเด็นกว่า 10 เมตร กระดูกก้นกบหัก นิ้วมือซ้ายเย็บ 3 เข็ม เจ็บหน้าอกและแขน โชคดีแพทย์ช่วยไว้ได้ทัน อาการล่าสุดปลอดภัยแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง 7 ชุด ไล่ติดตามร่องรอยตลอดแนวป่า เร่งผลักดันกลับคืนธรรมชาติ หวั่นอาจไม่ได้มาเพียงตัวเดียว ก่อนกระทิงยักษ์ กลับคืนพื้นที่ธรรมชาติแล้ว
จากกรณี เพจเฟซบุ๊ก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก สบอ.9 ลงแจ้งเตือนว่า “กระทิงออกจากพื้นที่ ขสป.พนมดงรัก ขอความร่วมมือชาวบ้าน ต.กันทรอม ระมัดระวัง งดเข้าพื้นที่การเกษตรเพื่อความปลอดภัย” ก่อนที่เพจเฟซบุ๊ก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา ลงประกาศ “ด้วยมีกระทิงออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เทือกเขาพนมดงรัก ระหว่างรอยต่อ ขสป.พนมดงรัก กับ ขสป.ห้วยศาลา จ.ศรีสะเกษ ประชาชนในพื้นที่โปรดระมัดระวัง ขอความร่วมมือชาวบ้าน ต.กันทรอม ชุมชนบริเวณกันทรอมใต้-เขื่อนตาจู งดเข้าพื้นที่การเกษตร เพื่อความปลอดภัย ผู้ใดพบเห็นสามารถแจ้ง นายเตชินท์ เชื้อลี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา โทร. 08-1062-4349 หรือแจ้งผ่าน เพจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ห้วยศาลา ได้เลยครับ #เขตรักษาพันธุ์สัตว์ห้วยศาลา”

ล่าสุดวันที่ 25 ก.พ. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว โดยเบื้องต้นได้พูดคุยกับญาติของนางเรือน เรืองคำ อายุ 58 ปี ชาวบ้านบ้านกันทรอมใต้ ต.กันทรอม อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ที่ถูกกระทิงเพศผู้ขนาดใหญ่พุ่งชน ขณะกำลังนำดินไปกลบเตาเผาถ่านในทุ่งนา โดยไม่ทันสังเกตว่ามีกระทิงวิ่งออกมาจากป่าละเมาะด้านหลังอย่างรวดเร็วแรงชนทำให้ร่างกระเด็นไกลกว่า 10 เมตร ก่อนสลบแน่นิ่ง ญาติเร่งนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลขุนหาญ แพทย์ระบุอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว
ญาติผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นควายหลุดเพราะไม่เคยเห็นกระทิงตัวเป็น ๆ ในพื้นที่มาก่อน กระทั่งทราบภายหลังว่าเป็น “กระทิงป่า” ต่างตกใจอย่างหนัก ยืนยันตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ในชุมชนมาก่อน ขณะนี้ชาวบ้านจำนวนมากไม่กล้าออกกรีดยางหรือทำสวน หวั่นเผชิญหน้าซ้ำรอย เพราะกระทิงยังวนเวียนใกล้พื้นที่ทำกิน

ด้านเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (สบอ.9) ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา และฝ่ายปกครองอำเภอขุนหาญ ได้ลงพื้นที่ประกาศเตือนประชาชนใน ต.กันทรอม ให้งดเข้าพื้นที่เสี่ยงชั่วคราว พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่กระจายเป็น 7 ชุด ออกลาดตระเวนติดตามร่องรอยอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้กระทิงหลุดเข้าเขตชุมชนอีก และหากพบตัวจะดำเนินการผลักดันกลับสู่ป่าโดยเร็ว
รายงานระบุว่า กระทิงที่พบเป็นเพศผู้ ตัวสูงใหญ่สมบูรณ์มาก น้ำหนักประเมินราว 1–2 ตัน มีพฤติกรรมตื่นตกใจ วิ่งไม่หยุดตลอดแนวหลายหมู่บ้าน และยังคงวนเวียนอยู่ใกล้พื้นที่เกษตรของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ประเมินความเป็นไปได้ว่า อาจไม่ได้ออกมาลำพัง แต่อาจมีอีกตัวอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับนางอ่อนหวาน ฟรีเปรม อายุ 49 ปี ชาวบ้านที่สามารถบันทึกภาพกระทิงไว้ได้ เล่าว่า เช้าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 06.30 น. ขณะวิ่งออกกำลังกายในพื้นที่ ต.โพธิ์กระสัง เห็นสัตว์ขนาดใหญ่วิ่งตัดหน้าถนน ตอนแรกคิดว่าเป็นควาย แต่สังเกตว่าตัวใหญ่ผิดปกติ และไม่มีเจ้าของวิ่งตาม จึงเริ่มเอะใจ ไม่นานผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายแจ้งเตือนว่ามีกระทิงหลุดออกจากป่า ซึ่ง “มันดูตื่นกลัวมาก วิ่งวนหลายหมู่บ้านไม่หยุด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นกระทิงของจริง พอเห็นใกล้ ๆ ทั้งตกใจทั้งสงสาร ตัวใหญ่อ้วนสมบูรณ์ แต่เหมือนเหนื่อยจัด วิ่งจนน้ำลายฟูมปาก” นางอ่อนหวาน กล่าว

เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่กระทิงออกจากป่าอาจเกี่ยวข้องกับการเผาป่าฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทำให้แหล่งน้ำและอาหารลดลง หรืออาจตื่นตกใจกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จึงต้องออกมาหาแหล่งอาหารใหม่ พร้อมวิงวอนให้ทุกฝ่ายเมตตา ไม่ทำร้ายสัตว์ป่า แต่ช่วยกันผลักดันกลับคืนผืนป่าอย่างปลอดภัย ผู้นำชุมชนใน ต.กันทรอม ประกาศขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ท่ามกลางความหวังของชาวบ้านที่อยากเห็นกระทิงกลับคืนสู่ธรรมชาติ และชุมชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการทั้ง 7 ชุด ของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ร่วมกับฝ่ายปกครองและหน่วยที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติการเฝ้าติดตามและผลักดันอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสามารถผลักดันกระทิงเพศผู้ขนาดใหญ่ตัวดังกล่าว ให้ถอยร่นกลับเข้าสู่แนวป่าในพื้นที่เทือกเขาพนมดงรักได้สำเร็จแล้ว
เบื้องต้นยังคงจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตามแนวรอยต่อชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้กระทิงย้อนกลับเข้าสู่พื้นที่ทำกินของชาวบ้านอีก พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แนวป่าในระยะนี้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลงแล้วก็ตาม.



