เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมศูนย์บัญชาการกรุงเทพมหานคร (BMA Command Center) แห่งใหม่ ณ ศาลาว่าการ กทม. ดินแดง ซึ่งพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการและติดตามสถานการณ์เมืองแบบบูรณาการในจุดเดียว

ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กทม. มีศูนย์ควบคุมและติดตามสถานการณ์กระจายอยู่หลายแห่ง ทั้งด้านจราจร ระบบระบายน้ำ ฝุ่นและสิ่งแวดล้อม ทำให้ข้อมูลแยกส่วนกัน การจัดตั้ง BMA Command Center จึงทำหน้าที่เป็นมันสมองของเมือง โดยรวมศูนย์ข้อมูลสำคัญมาไว้ในที่เดียวในรูปแบบ Single Command Center เพื่อให้สามารถติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ และสั่งการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

ภายในศูนย์ฯ มีการเชื่อมโยงกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ทั่ว กทม. ปัจจุบันนำเข้าระบบแล้วกว่า 36,000 กล้อง และอยู่ระหว่างทยอยเชื่อมต่อให้ครบถ้วน (รวมประมาณ 60,000 กล้อง) รวมถึงเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคเอกชนที่มีกล้องในพื้นที่สาธารณะสามารถเชื่อมสัญญาณเข้าระบบได้ ภายใต้ข้อกำหนดด้านกฎหมายและความเป็นส่วนตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามสถานการณ์ เช่น การจราจร อุบัติเหตุ หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ

นอกจากนี้ ศูนย์บัญชาการฯ ยังสามารถดึงข้อมูลคุณภาพอากาศ (PM2.5) ระดับน้ำในคลองและสถานีสูบน้ำ จุดเสี่ยงน้ำท่วม ตำแหน่งหัวจ่ายน้ำดับเพลิง รวมถึงข้อมูลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง มาแสดงผลบนแดชบอร์ดเดียว ทำให้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ วางแผนเผชิญเหตุ รวมถึงบัญชาการเหตุการณ์ได้อย่างรอบด้านและทันท่วงที

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้น จากอิทธิพลของลมใต้ที่ช่วยพัดพาฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า ภาพรวมคุณภาพอากาศดีขึ้นเกือบร้อยละ 50 อันเป็นผลจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งการบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทย ในการกวดขันการเผาในพื้นที่จังหวัดข้างเคียง การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจวัดควันดำ โครงการรณรงค์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองรถยนต์ร่วมกับภาคเอกชน ตลอดจนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง

“หัวใจสำคัญของศูนย์บัญชาการแห่งนี้ คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลิตภาพของเมือง (Productivity) ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพราะเมืองที่ดีต้องทั้งน่าอยู่และบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำ

ด้านรองผู้ว่าฯ กทม. อธิบายเพิ่มเติมว่า ในส่วนของระบบจราจร ได้เชื่อมต่อกับระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะ (Adaptive Control) ซึ่งจะประมวลผลปริมาณรถในแต่ละทิศทางแบบเรียลไทม์ และปรับสัญญาณไฟอัตโนมัติเพื่อลดระยะเวลารอคอย และช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ปัจจุบันติดตั้งแล้ว 74 แยก ครอบคลุมถนนสายหลัก อาทิ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถนนสุขุมวิท ถนนพระราม 4 ตลอดจนพื้นที่ซอยย่อยที่มีการจราจรหนาแน่น เช่น ทองหล่อ ปรีดีพนมยงค์ และอ่อนนุช เพื่อให้ระบบสามารถประสานการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหาการจราจรติดขัดสะสม โดยปี 2569 เตรียมขยายเพิ่มอีก 50 แยก อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี เช่น รถพยาบาลหรือเหตุฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ยังสามารถเข้าควบคุมสัญญาณไฟด้วยตนเองได้ตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ กทม. เตรียมยกระดับบริการสู่ระบบดิจิทัลและคลาวด์ เพื่อลดข้อจำกัดด้านสถานที่ ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการออนไลน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดความจำเป็นในการเดินทางมาติดต่อราชการด้วยตนเอง.