สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) จัดการประชุมฉุกเฉิน เกี่ยวกับการที่สหรัฐและอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน และอิหร่านตอบโต้อย่างหนักกับหลายประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐ

นายไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อิหร่านเป็นฝ่ายเพิกเฉยต่อมติของยูเอ็น ซึ่งไม่ต้องการให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง มติของยูเอ็น “ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงระดับโลก” ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการของสหรัฐ “จึงเป็นไปตามขั้นตอนที่ชอบด้วยกฎหมาย”

นายแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ( ยูเอ็น )

ขณะที่นายแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำยูเอ็น กล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ” หรือ “ด้วยเจตนารุกราน” แต่ดำเนินการ “เพราะความจำเป็น” เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของชาวอิหร่าน เนื่องจากระบอบการปกครองของอิหร่านทำให้ “ไม่เหลือทางเลือกที่สมเหตุสมผลอื่นใด”

นายอาเมียร์ เซอิด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ ( ยูเอ็น )

ด้านนายอาเมียร์ เซอิด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำยูเอ็น ประณาม “อาชญากรรมสงคราม” ที่ก่อโดยสหรัฐและอิสราเอล หลังเหตุโจมตีที่โรงเรียนประถมศึกษาหญิงล้วน ในเมืองมินาบ ทางตอนใต้ของประเทศ คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

อิราวานีกล่าวด้วยว่า สมาชิกยูเอ็นบางประเทศ “สองมาตรฐาน” เนื่องจากเมินเฉยต่อการรุกรานอย่างรุนแรงต่อการรุกรานของสหรัฐและอิหร่าน แต่กลับประณามอิหร่านที่ใช้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม อิราวานีปฏิเสธกล่าวถึงการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน.

เครดิตภาพ : REUTERS, AFP