จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ และคาดว่ามีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพลังงาน เช่น สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เกาะติดสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระทบกับราคาน้ำมันในตลาดโลก และกระทบมาถึงราคาน้ำมันประเทศไทย โดยผู้บริหารได้สั่งการให้ดูแลราคาน้ำมันทุกชนิด ทั้งเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล เพื่อไม้ให้กระทบค่าครองชีพประชาชนมากนัก ซึ่งเวลานี้ ยังดูแลราคาน้ำมันทุกประเภท แต่ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไปวิกฤติ ทะลุเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลไปมากๆ ก็ต้องเลือกดูแลราคาน้ำมันดีเซล ไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ซึ่งเป็นน้ำมันที่ใช้ในการขนส่ง มีผลต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องก่อน
“เมื่อเกิดความไม่สงบในตะวันออกกลาง ย่อมกระทบต่อราคาน้ำมันอยู่แล้ว กระทรวงพลังงานเกาะติดอย่างใกล้ชิด ตอนนี้ภาคนโยบาย ยังให้ดูแลราคาน้ำมันทุกประเภทไปก่อน แต่ถ้าวิกฤติจริงๆ เกินต้านจริงๆ ก็ต้องเลือกดูแลราคาน้ำมันดีเซลเป็นหลัก ล่าสุดราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นไปแล้ว ประมาณ 6-10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับราคาในประเทศ ถ้าไม่มีการเข้าไปดูแล ราคาน้ำมันดีเซลจะปรับขึ้นไปลิตรละ 2-3 บาท จากลิตรละ 29.94 บาท มีทิศทางปรับขึ้นไปเป็นลิตรละ 32-33 บาทแล้ว แม้ขณะนี้สถานะกองทุนน้ำมันฯวันที่ 1 มี.ค. ในส่วนบัญชีน้ำมันจะบวกอยู่ที่ 40,313 ล้านบาท และภาพรวมยังเป็นบวก 2,459 ล้านบาท แต่ในส่วนบัญชีก๊าซแอลพีจี ยังติดลบอยู่ 37,854 ล้านบาท และมีหนี้ที่กองทุนฯ ยังต้องจ่ายอยู่ จึงต้องดูภาพรวมเป็นหลัก เพราะในอดีตฐานะกองทุนฯเคยติดลบมากกว่าแสนล้านบาท”
สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ โดยเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ ตามลำดับ ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอตามที่กำหนด



