วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ กำลังถูกจับตาในฐานะพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาเกษตรคาร์บอนต่ำ หลังเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิตใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้การทำเกษตรสร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ภายใต้การสนับสนุนของโครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ พื้นที่แห่งนี้จึงถูกยกระดับเป็นต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม หรือ Holistic Shared Value Ecosystem ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

จุดตั้งต้นของการพัฒนาไม่ได้เริ่มจากการเพิ่มผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ดิน น้ำ ป่า และรายได้ของคนในชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งคำตอบที่เกิดขึ้นคือการออกแบบระบบใหม่ทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การฟื้นฟูทรัพยากร การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเรียนรู้ในพื้นที่เดียวกัน

‘อะโวคาโดแฮส’ พืชเศรษฐกิจบนฐานคิดใหม่

หนึ่งในหัวใจของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนคือการปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์ (Hass) สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้เป็น 1 ใน 7 กลุ่มผู้ปลูกสายพันธุ์ดังกล่าวในประเทศไทย และพัฒนาแนวทางการปลูกให้สอดคล้องกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และคาร์บอนต่ำ

สวนเทพพนาได้รับการรับรอง Organic Thailand ซึ่งหมายถึงกระบวนการผลิตที่ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ ไม่ใช้พืชดัดแปลงพันธุกรรม และผ่านการตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวนอกจากจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตลาดแล้ว ยังสร้างกรอบวินัยการผลิตที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศในระยะยาวได้อีกด้วย ส่งผลให้ในปี 2568 วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 60 ล้านบาท และมีเครือข่ายผู้ปลูกได้ถึง 1,500 ราย

ไบโอชาร์-ธนาคารน้ำใต้ดิน กลไกคาร์บอนต่ำที่จับต้องได้

อีกสิ่งที่น่าสนใจของโมเดลบ้านเทพพนาคือการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เคยถูกเผาทิ้ง ให้กลับมาเป็นทรัพยากรผ่านกระบวนการผลิต‘ไบโอชาร์’ และปุ๋ยหมักในระดับชุมชน แทนการเผาในที่โล่งซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นควันและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเริ่มจากการนำชีวมวลแห้ง 1 ตัน มาเผาในระบบควบคุม ใช้เวลาประมาณ 5-8 ชั่วโมง จะได้ไบโอชาร์ประมาณ 250 กิโลกรัม ก่อนนำไปผสมกับปุ๋ยหมักในอัตรา 50:50 (ตามปริมาตร) แล้วหมักทิ้งไว้ 1 วันจึงนำไปใช้ในแปลงปลูก โดยการใช้ไบโอชาร์ในอัตราประมาณ 1 ตันต่อไร่ เพียงครั้งเดียว สามารถช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำและกักเก็บธาตุอาหาร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินระยะยาว

ควบคู่กันนั้น ชุมชนได้จัดทำ ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’ เพื่อกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ใช้ในหน้าแล้ง ช่วยให้มีน้ำเพียงพอตลอดปี พร้อมติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล ลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ยังนำเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีมาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการพึ่งพาสารเคมีและรักษาสมดุลของดิน

ต่อยอดสู่ศูนย์เรียนรู้-พัฒนาศักยภาพคนในชุมชน

‘พิชัย จิราธิวัฒน์’ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่เกษตรคาร์บอนต่ำจะยั่งยืนได้นั้น ต้องมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ วิสาหกิจชุมชนจึงพัฒนา‘ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา’ เป็นพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ การจัดการดินน้ำ และไบโอชาร์ ให้กับเกษตรกรและเครือข่ายในภูมิภาค

ในมิติด้านการศึกษา โรงเรียนบ้านไร่พัฒนาได้รับการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ด้วยวิธีเชื่อมการเรียนรู้ควบคู่ไปกับแปลงปลูกจริง พร้อมจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการในสวน เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างรายได้ ส่งผลให้ปีที่ผ่านมา มีนักเรียน 1,326 คน และครูบุคลากร 113 คนได้รับการพัฒนา พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนอีกกว่า 10 แห่ง

ขยายผลต่อในระดับจังหวัด

ปัจจุบัน จังหวัดชัยภูมิได้ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวแล้วกว่า 6,500 ไร่ ครอบคลุมเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วนเกษตร และป่าชุมชน และมีแผนขยายเพิ่มอีก 5,000 ไร่ภายในปี 2030 พร้อมเดินหน้าจัดทำแผนที่คาร์บอนต่ำระดับอำเภอ และวางแนวทางพัฒนาสู่คาร์บอนเครดิตในระยะถัดไป

อีกหนึ่งมิติที่ถูกต่อยอดคือการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ควบคู่กิจกรรมดูดาว ซึ่งอยู่ระหว่างผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็น Dark Sky Park โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ในปี 2569 แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างรายได้ทางเลือกให้ชุมชน โดยไม่เพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้การอนุรักษ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างสมดุล

ทั้งนี้ เทพพนาเป็นเพียงหนึ่งในภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนความยั่งยืนระดับองค์กร โดยในปี 2568 กลุ่มเซ็นทรัลสามารถสร้างรายได้ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวกว่า 15,000 ไร่ และติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 259 แห่ง ควบคู่กับการลดของเสียและการส่งขยะอาหารไปฝังกลบในระดับหลายหมื่นตัน พร้อมขยายผลด้านการศึกษาและการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง

“การพัฒนาในวันนี้ต้องมองเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน เราต้องสร้างระบบที่ทุกมิติเดินไปด้วยกัน Holistic Shared Value Ecosystem จึงเป็นคำตอบที่ทำให้ธุรกิจและชุมชนเติบโตเคียงข้างกันอย่างสมดุล” พิชัยกล่าวทิ้งท้าย