เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ตึงเครียด หลังเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 80 ราย รวมตัวหน้าบริษัท ราชบุรี เฟรช จำกัด ภายหลังถูกตัดโควตารับซื้อน้ำนมดิบตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยบริษัทให้เหตุผลว่าตรวจพบการปนเปื้อนน้ำในน้ำนม

การตัดโควตาอย่างกะทันหัน ทำให้น้ำนมดิบที่ผลิตได้วันละกว่า 40 ตัน ไม่มีแหล่งรองรับ ขณะที่เกษตรกรไม่สามารถหยุดรีดนมได้ เนื่องจากกระบวนการผลิตต้องดำเนินต่อเนื่องทุกวัน หากไม่มีผู้รับซื้อจำเป็นต้องเททิ้ง และอาจกระทบต่อสุขภาพโคนมโดยตรง
นายเสกสรรค์ ธาราฉัตร เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรุ่นที่ 2 เลี้ยงวัวกว่า 80 ตัว รีดนมได้วันละกว่า 500 กิโลกรัม เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ไม่เคยประสบปัญหาลักษณะนี้ และยังมีสัญญาซื้อขายที่กำหนดสิ้นสุดเดือนกันยายน 2569 แต่กลับถูกตัดโควตาโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
“หากพบว่านมบางส่วนไม่ได้คุณภาพ ก็ควรตรวจสอบและตีคืนเฉพาะส่วนนั้น ไม่ควรตัดทั้งระบบ เพราะเกษตรกรตั้งตัวไม่ทัน” นายเสกสรรค์กล่าว
พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของตลาดนมไทย ที่ก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่าน้ำนมดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดภาวะล้นตลาด และมีการกดราคารับซื้อ จากเดิมกิโลกรัมละ 22.75 บาท เหลือเพียง 10–15 บาทในบางช่องทาง
ด้านนายบุญญฤทธิ์ โจสรรนุสนธิ์ ผู้จัดการบริษัท ราชบุรี เฟรช จำกัด ระบุว่า บริษัทจะพยายามรับซื้อน้ำนมจากเกษตรกรต่อไปได้เพียง 1 สัปดาห์ พร้อมเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง สหกรณ์โคนมหนองโพ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อหาทางออกเร่งด่วน
ทั้งนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงโครงสร้างอุตสาหกรรมนมไทย ว่าได้รับผลกระทบจากการนำเข้านมผงหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้กลไกราคาเบี่ยงเบน และเปิดช่องให้เกิดการรับซื้อนอกระบบ หรือที่เรียกว่า “นมผี” ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตน้ำนมคุณภาพ
ขณะนี้ เกษตรกรเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้ามาไกล่เกลี่ย พร้อมจัดหาแหล่งรับซื้อน้ำนมดิบโดยด่วน เพราะทุกวันที่ผ่านไปหมายถึงต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าดูแล และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
วิกฤตครั้งนี้จึงไม่เพียงกระทบเกษตรกร 80 ครัวเรือนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมนมไทย ว่ากลไกตลาดกำลังสร้างความมั่นคงให้ผู้ผลิตต้นทาง หรือผลักภาระทั้งหมดให้เกษตรกรแบกรับเพียงฝ่ายเดียว



