หลังมีกระแสข่าวในโลกโซเชียลว่า คณะทำงานแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ที่เคยเข้ามาเป็นหัวหอก ดำเนินการแก้ไขปัญหาอาคารสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายและการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวโดยใช้ “นอมินี” ชาวไทย ทำธุรกิจทั้งอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมท่องเที่ยว ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จนแก้ไขปัญหาได้เป็นรูปธรรม ถูกหยิบยกให้เป็น “สมุยโมเดล” เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่อื่นๆ แต่คณะทำงานชุดดังกล่าวฯ ได้ถูกกองทัพภาคที่ 4 สั่งยกเลิกทุกชุด อีกทั้งเจ้าหน้าที่บางนายกำลังถูกตั้งคณะกรรมการสอบ จนทำให้ทางเพจ ชมรม STRONG ต่อต้านทุจริตประเทศไทย ได้นำเสนอประเด็นนี้ทางเพจฯ มองว่าไทยอาจจะต้องเสียพื้นที่ด้วย “อำนาจทุน” และ “เครือข่ายผลประโยชน์” จึงทำให้เรื่องนี้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นหลากหลายแง่มุมโดยเฉพาะประเด็นเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 4

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 4 มี.ค. นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ เดลินิวส์ หลังจากก่อนหน้านี้ที่ภาคเอกชนได้ร่วมกับสมาคมส่งเสริมท่องเที่ยวเกาะสมุย ได้ร้องขอให้ กองทัพภาคที่ 4 เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างอาคารวิลล่าหรูบนพื้นที่สูง แล้วนำมาประกอบธุรกิจโรงแรมแข่งขันกับผู้ประกอบการชาวไทยผ่านทาง “นอมินี” ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 4 ได้เข้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ปี และกำลังนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หากทางกองทัพภาคที่ 4 โดย กอ.รมน.ภาค 4 ไม่ดำเนินการต่อในฐานะหน่วยงานบูรณาการ ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะจากแนวโน้มสถานการณ์โลกเกี่ยวกับสงคราม เราพบแนวโน้มการเคลื่อนย้ายของประชากรโลกเข้ามาในพื้นที่ เกาะสมุย เกาะพะงัน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอื่นๆของประเทศ

นายรัชชพร กล่าวต่อว่า ถ้าเรามีกฎระเบียบ มีการลงทุนที่ถูกต้อง สร้างกฎเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่แรก ก็จะทำให้พื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านี้มีระเบียบที่สำคัญจะนำมาซึ่งรายได้เข้าประเทศ อย่างกรณีของ เกาะสมุย ที่ผ่านมาผู้ประกอบการท้องถิ่นประสบกับปัญหาอาคารวิลล่าหรู ที่ขออนุญาตก่อสร้างเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยแต่ในความเป็นจริงได้กลับนำไปปล่อยเช่าหรือประกอบการในลักษณะโรงแรม ทำให้เราสูญเสียรายได้ในแต่ละปีมหาศาล และหากมองในมุมของนักลงทุน หากเราปล่อยให้มีการก่อสร้างที่ไม่อยู่ในกรอบของกฎหมาย นอกเหนือจะทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของการลงทุนอีกด้วย ในฐานะที่ตนเป็น ผู้ประกอบการท่องเที่ยว จึงเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เป็นสุญญากาศอย่างปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ คณะทำงานแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่กองทัพภาค 4 ซึ่งมี พ.อ.ดุสิต เกษรแก้ว นายทหารประจำมณฑลทหารบกที่ 44 เป็นหัวหน้าชุด เข้าไปแก้ไขปัญหาสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีการบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “สมุยโมเดล” อาทิ ที่ทำการปกครองจังหวัด, อำเภอ, เทศบาล, ตำรวจ, เจ้าหน้าที่ป่าไม้, สรรพากร, พัฒนาธุรกิจการค้า และฝ่ายสืบสวน สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าตรวจสอบการก่อสร้างอาคารและการใช้พื้นที่ในเขตพื้นที่สีแดง โดยสามารถรวบรวมหลักฐานและร้องทุกข์กล่าวโทษ เอาผิดข้อหาตามความผิด พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว (นอมินี) กว่า 20 คดี และศาลมีคำสั่งพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 5 คดี รวมถึงร้องทุกข์กล่าวโทษต่อสำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้ดำเนินคดีความผิดต่อหน้าที่กับข้าราชการที่เกี่ยวข้องในการออกใบอนุญาตก่อสร้างและสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย 31 คดี และล่าสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภาค 8 ได้เข้าดำเนินการในเชิงรุกด้วยการจัดทำโครงการปักหมุดหยุดทุจริต และมีการติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งทำงานเชิงรุกเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว ที่เข้าข่ายใช้ชาวไทยเป็นนอมินี ได้มีการประสานการทำงานร่วมกับ กอ.รมน.ภาค 4 ในการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ จนทำให้การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย และการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าวโดยใช้นอมินี คืบหน้าไปมาก จนนำไปสู่ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ให้มีมติเห็นชอบ การดำเนินงานเชิงรุก ในการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวโดยใช้นอมินี โดยความเห็นให้นำแผนการปฏิบัติงานในการค้นหาผู้กระทำผิด ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะแผนที่ดำเนินการในพื้นที่ อ.เกาะสมุย ไปขยายผลในภาคที่ 1-3 ด้วย

สำหรับการทำงานในเรื่องของสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมาย การครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบ อันนำไปสู่ใช้เพื่อประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวในลักษณะนอมินี เป็นการทำงานที่ต้องบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน และมีความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานกลางเข้ามาประสาน ซึ่งล่าสุดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อ.เกาะสมุย ก็ต้องชะงักเพราะไม่มีหน่วยงานไหนรับเป็นแม่งาน และเชื่อว่าหากเป็นอยู่อย่างนี้ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไขและจะยิ่งบานปลายจนไม่สามารถแก้ได้ในที่สุด