ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์  พรรคภูมิใจไทยสัมมนาใหญ่ครั้งแรก ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” แกนนำพรรคและ สส.เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง  “เลขานก” ไชยชนก ชิดชอบ  รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนสัมมนาว่า  การทำงานของพรรคที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมคือ ต้องโฟกัสฝ่ายนิติบัญญัติ และห้ามเรื่องการแบ่งมุ้ง ก๊กต่างๆ  เมื่อครั้งที่แล้วก็มีคลื่นใต้น้ำทำให้เอกภาพของภูมิใจไทยสั่นคลอน วันนี้คนทำงานจริงได้มีเวทีได้มีพื้นที่เฉิดฉาย และเติบโตในการทำงานหลากหลายรูปแบบ นี่จะสลายในเรื่องของมุ้งไปพอสมควร  ถ้าเกิดใครทำเรื่องนี้แล้วทำให้เกิดผลกระทบ เราจะมีบทลงโทษและการจัดการอย่างเด็ดขาด

เมื่อถามว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะชัดเจนในการสัมมนาครั้งนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้ว  น่าจะตกผลึก 99.99% ก่อนระบุว่า การเมืองมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตนจึงขอเว้นไว้ 0.1%

ต่อมา “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  กล่าวสัมมนา ย้ำเรื่องห้ามแบ่งมุ้งอีกว่า  เราเติบโตขึ้น ดูจากจำนวน สส. จาก 34 คนมาเป็น 51 คน มาเป็น 71 คนและในวันนี้มาเป็น 192 คน  เราต้องรวมกันทำให้เรารู้จักกันให้มากที่สุด ไม่ใช่ว่า  แบ่งโต๊ะสุพรรณบุรี โต๊ะพิษณุโลก โต๊ะเพชรบุรี โต๊ะชลบุรี  ต้องนั่งรวมกันให้หมด  จากการที่เราทำงานกันอย่างหนักหน่วง เราจึงเข้ามาตรงนี้ได้ไม่มีฟลุก วันนี้ส่วนใหญ่ 99%  ทิ้งขาดคู่แข่ง เชิญนับเถอะจะนับกี่รอบก็พร้อม

 ส่วนการเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของภูมิไจไทย  ไม่ใช่ให้เขาเอาเบอร์มาแปะแล้วรอน้ำทิพย์ชโลมใจจาก สส.เขตทั้งหลาย  สส.ปาร์ตี้ลิสต์ คือ  สส.ประเทศไทย เรามี 19 คน เราจะต้องไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ต้องทำงานหนักกว่า สส.เขต เพราะขอบเขตการให้บริการของท่านทั่วประเทศต้องไปสนับสนุน สส.เขต   

“ขอให้พรรคเราเติบโตอย่างเป็นปึกแผ่น คือไม่มีแหกคอก แต่ไหนๆ ก็พูดแล้วเรามี สส. 3 คนแหกคอก ขออนุญาตเลขาฯ พรรคช่วงที่เราพักร้อน 3 เดือน มี สส.ของเรา 3 คน เห็นผิดเป็นชอบ ท่านอย่าคิดว่าชาวบ้านเขาไม่รู้ เที่ยวนี้ 3 คนไม่ได้กลับมาแม้แต่คนเดียว ฉะนั้นเรื่องของวินัย เรื่องของการรักษาเอกภาพของพรรคภูมิใจไทยต้องถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง” นายอนุทิน  กล่าว

“วันที่ 14 มี.ค.นี้ เราได้รับแจ้งเบื้องต้นว่าจะมีรัฐพิธีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา วันนั้นขาดไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว  จากนั้นทุกอย่างจะดำเนินไปตามขั้นตอนมีการนัดประชุมสภานัดแรก เพื่อลงมติเลือกประธานสภา รองประธานสภาอีก 2 คน และหลังจากนั้นเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ประธานสภาคนใหม่ ก็จะนัดประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และนายกฯ รอโปรดเกล้าฯ และตั้ง ครม. ฉะนั้นยังมีขั้นตอนอีกมากมายกว่าจะมีรัฐบาล แต่ขอให้ทำหน้าที่ สส.เต็มที่  ไม่ต้องบอกว่าเดี๋ยวรอตั้งรัฐบาลเสร็จก่อน เดี๋ยวรอเปิดประชุมก่อน หรือเปิดสภาก่อน”

“ยุคนี้เป็นยุคจริยธรรม กางกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ถ้าใครสงสัยไปอ่านได้ ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าบทบัญญัติจริยธรรมว่ามีอะไรบ้าง แค่สงสัยโดยคนส่วนใหญ่ว่าท่านมีพฤติกรรมไม่ชอบ ไม่ถูกต้องหรือมีพฤติกรรมไม่ดี ท่านเข้าข่ายจริยธรรม ฉะนั้นตรงนี้มันจะประมาทไม่ได้ ที่สำคัญคนรอบข้าง ท่านจะมีผู้ช่วยหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องคัดเลือกมาอย่างดี อย่าไปเอาคนที่มีปัญหามาอยู่เป็นที่ปรึกษาเป็นผู้ช่วย จะต้องดูประวัติให้เรียบร้อย”  

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าการจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้าไปแล้วกว่า 99.99% ในส่วนของพรรคกล้าธรรมจะดำเนินการอย่างไร ว่า เรื่องแบบนี้ไม่คุยกัน ขอให้รอเป็นไปตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากจำเป็นต้องการโหวตนายกฯ ก่อน มั่นใจหรือไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะยกมือสนับสนุน นายอนุทิน ตอบว่า จะต้องมีกระบวนการก่อนหน้านั้น อย่าเพิ่งไปพูดเรื่องร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล สิ่งนั้นยังไม่เกิด  

เมื่อถามถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ระบุว่าจะไม่เดินเข้าหาพรรคภูมิใจไทยอีกแล้ว เพราะมีศักดิ์ศรี  นายอนุทิน ร้องโอ๊ย ก่อนบอกว่า ระดับคนเป็นหัวหน้าพรรคทุกพรรค เราต้องเคารพและให้เกียรติกัน 

เมื่อถามต่อว่า นายอนุทินพูดบนเวทีสัมมนาของพรรค  จะไม่ใช้คนที่เคลือบแคลงสงสัยในเรื่องของคุณสมบัติ  เป็นการส่งสัญญาณไม่เอาพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ถึงขนาดไปพูดแบบจำเพาะเจาะจงแบบนั้น แต่เราก็รู้ว่ามีข้อปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม ต้องอ่านอย่างละเอียด และเราต้องไม่ทำผิด เพราะมีคนพร้อมไปร้องเรียน ไม่ว่าเราจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาที่จะไปต่อสู้  

ภายในงานสัมมนา วันที่ 8 มี.ค. คณะกรรมการบริหารพรรค ได้นำรายชื่อของบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอเสี่ยหนู เสนอคนเยอะกว่าเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อให้หัวหน้าพรรคคัดเลือก และนำรายชื่อส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำไปตรวจสอบผ่าน 9 หน่วยงาน โดยล่าสุดพรรคภูมิใจไทย จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี 26 ตำแหน่ง (ยังพิจารณาใหม่ได้)  ดูแล 14 กระทรวง คือ มหาดไทย กลาโหม  คมนาคม  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  การท่องเที่ยวและกีฬา อุตสาหกรรม  ต่างประเทศ  คลัง  พาณิชย์  พลังงาน  ยุติธรรม  วัฒนธรรม และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

แบ่งเป็นโควตานายอนุทิน 5 ตำแหน่ง คือ นายอนุทิน ที่ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพิ่มรองนายกฯ อีกตำแหน่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ  ตำแหน่งเดิม โควตากลุ่มบ้านใหญ่ ปรากฏชื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นายไชยชนก ชิดชอบ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นายภราดร ปริศนานันทกุล นายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา นางสาวศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์

กลุ่มเลือดแท้ที่ทำงานให้กับพรรคภูมิใจไทย มาโดยตลอด ปรากฏมีชื่อของนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี  “โต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร  นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ  

ขณะที่ตำแหน่งประธานสภา ชัดเจนแล้ว คือ นายโสภณ ซารัมย์ ส่วนรองประธานสภาคนที่หนึ่งเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทย แต่ได้มอบหมายให้ สส.ภาคใต้ ตกลงคัดเลือกกันอีกครั้ง ขณะที่โควตาพรรคร่วม คือ พรรคเพื่อไทยจะได้ 8 ตำแหน่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยส่งรายชื่อผู้ที่จะเหมาะสมได้เป็นรัฐมนตรีมาเกินกว่าโควตาเช่นกัน พรรคภูมิใจไทยให้อำนาจเพื่อไทยในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม  ย้ำว่า จะต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะได้โควตารัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง คือ “รมต.เหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง ส่วนพรรคเล็ก 1-2 เสียง จะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเพราะพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องการรวมเสียงหรือตั้งมุ้ง

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเคาะในตำแหน่งสุดท้าย ซึ่งจะรอดูสถานการณ์ โผ ครม. อนุทิน 2/1 เสร็จสมบูรณ์ในทันทีที่มีการโหวตนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ขณะนี้แน่นอนแล้วว่า รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจะมี 292 เสียง ประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ และพรรคเล็ก โดยไม่มีพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง

นิด้าโพล เผยผลสำรวจเรื่อง “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ VS ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4  มี.ค. จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป  1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และปัญหาบัตรเลือกตั้งหลังการเลือกตั้ง  เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการฟ้องร้องต่อศาล กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง พบว่า  44.81%  ระบุว่า ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ควรรอจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย/ตัดสิน กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง  41.68%  ระบุว่า ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ 13.20%  ระบุว่า อย่างไรก็ได้

“ทีมข่าวการเมือง”