เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มี.ค. ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วย นายธานี วงศ์นาค ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง, นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, นายณัฐวัฒน์ นุ้ยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 8 (ขอนแก่น) และสัตวแพทย์หญิง กิรณา นรเดชานนท์ สัตวแพทย์ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเคลื่อนย้ายช้างป่า “สีดอหูพับ” จากอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 แต่เกิดเหตุการณ์ช้างป่าสีดอหูพับเสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้าย พร้อมแถลงผลการสอบสวน บทลงโทษ และแนวทางการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสัตว์ป่าในอนาคต

ก่อนเริ่มการแถลง นายวีระ ขุนไชยรักษ์ ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ “สีดอหูพับ” และขออภัยกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยยืนยันว่าทีมงานทุกคนไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และในอนาคตจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก การสูญเสีย 1 ชีวิต และความตั้งใจของกรมอุทยานฯ ที่จะพาสีดอหูพับกลับไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ถือเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนใจคนทำงานทุกคน ไม่ว่าผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้คือเกิดการสูญเสียขึ้นแล้ว ทั้งจากช้างป่าและพี่น้องประชาชน จึงขอแสดงความเสียใจและขออภัยพี่น้องประชาชนอีกครั้ง โดยตลอด 30 วันที่ผ่านมา มีการสอบพยาน 20 ราย ตรวจเอกสารกว่า 100 ชุด และมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์มาร่วมให้ความเห็นจนนำมาสู่การแถลงข่าวในวันนี้

ด้าน นายธานี วงศ์นาค ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เอกสารรวม 117 ชุด และบันทึกถ้อยคำพยานบุคคลจำนวน 20 รายเรียบร้อยแล้ว พร้อมชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการเคลื่อนย้ายช้างว่าเป็นไปตามคำสั่งศาลปกครอง เนื่องจากมีชาวบ้านไปยื่นฟ้องต่อศาลฯ โดยยืนยันว่ากรมอุทยานฯ ได้ส่งเรื่องให้สำนักคดีปกครอง ขอนแก่น เพื่อยื่นคำให้การและอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ศาลพิจารณาแก้ไขคำสั่งโดยยกเลิกกำหนดระยะเวลา 30 วัน หรือระงับการบังคับตามคำสั่งศาลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดกรมอุทยานฯ ต้องดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองแม้จะมีการยื่นอุทธรณ์ก็ตาม เพราะกฎหมายมีสภาพบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งลับ ที่ 24/2569 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 และแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแก้ไขปัญหาช้างป่า รวมถึงบุคคลภายนอกที่เป็นสัตวแพทย์จากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย อันเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริงด้านสุขภาพและวางยาสลบช้างและสัตว์ป่า เพื่อร่วมตรวจสอบพยานหลักฐานและขั้นตอนการปฏิบัติงานให้เกิดความกระจ่างแก่สังคม โดยคณะกรรมการฯ ได้สรุปผลการตรวจสอบใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ

ประเด็นที่ 1 เหตุผลและความจำเป็นในการปฏิบัติงานตามคำสั่งศาลปกครอง พบว่าศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว (คดีหมายเลขดำที่ 186/2568) ให้เคลื่อนย้ายช้างป่า 4 ตัว รวมถึง “สีดอหูพับ” ออกจากพื้นที่เกษตรกรรมภายใน 30 วัน เนื่องจากสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตประชาชน ซึ่งกรมอุทยานฯ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายครบถ้วน มีการยื่นขอขยายระยะเวลาและยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลเพื่อขอระงับการบังคับจนกว่าจะมีการประเมินแนวทางที่เหมาะสม แต่ตามมาตรา 75/4 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีผลบังคับทันที การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับการ หากเจ้าหน้าที่ไม่เร่งดำเนินการอาจถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่และมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งมีโทษปรับและโทษทางวินัย

ในประเด็นที่ 2 ความถูกต้องของกระบวนการและระเบียบกฎหมาย คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 72 และระเบียบกรมอุทยานฯ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาแก่ประชาชนและสัตว์ป่า มิใช่การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ มีการจัดทำโครงการรองรับ มีการอนุมัติงบประมาณ และประสานงานร่วมกับหน่วยงานปกครองและทีมผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ

และในประเด็นที่ 3 ข้อเท็จจริงด้านเทคนิควิชาการ การใช้ยา และสาเหตุการเสียชีวิต จากการตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอนการวางยาซึมและการเคลื่อนย้าย สรุปได้ว่าทีมสัตวแพทย์ประเมินน้ำหนักช้างจากระยะไกลไว้ที่ 2.3-2.5 ตัน (ผลชันสูตรจริงคือ 2.8 ตัน) และประเมินอายุไว้ที่ 15-20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพ นอกจากกระที่ใบหูและรอยตีนแล้ว ยังพบอาการตกมันเมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งพบในช้างเพศผู้อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และสอดคล้องกับผลงานวิจัยวิชาการที่ใช้อ้างอิง โดยมีการใช้ยาซึม (Xylazine) รวม 5 ครั้ง ปริมาณรวม 27 มิลลิลิตร (2,700 มิลลิกรัม) ตลอดเวลาปฏิบัติงาน 4 ชั่วโมง 36 นาที เพื่อรักษาระดับการซึมตามการตอบสนอง ซึ่งทีมสัตวแพทย์ยืนยันว่าเป็นไปตามหลักวิชาการและไม่เกินกว่าขนาดยาปกติสำหรับการจัดการช้างป่า โดยมีข้อจำกัดในช้างป่าธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมการงดน้ำและอาหารได้ ประกอบกับพื้นที่เกิดเหตุเป็นไร่อ้อยและมันสำปะหลังซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยผลการชันสูตรโดยละเอียดสรุปว่าเกิดจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว

นายธานี ได้กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นการเคลื่อนย้ายว่า คณะกรรมการฯ ตรวจสอบแล้วเห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นการแก้ไขและป้องกันอันตรายแก่ประชาชนหรือสัตว์ ไม่ได้แสวงหาประโยชน์ที่มิชอบ และอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยได้ไล่เรียงไทม์ไลน์การเคลื่อนย้ายว่ามีการใช้ยาซึม 5 ครั้ง ก่อนที่ช้างจะทรุดตัวลงบนรถ จึงมีการให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึมแต่ช้างยังมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ และมีเศษอ้อยที่ช้างกินเข้าไปออกมาจากช่องปาก เจ้าหน้าที่จึงล้วงเศษอ้อยออกเพื่อเคลียร์ทางเดินหายใจ พร้อมนำรถเครนเข้าช่วยเหลือและให้ยาแก้ไขภาวะช็อก กระตุ้นการทำงานของหัวใจ กระทั่งเวลา 23.36 น. ไม่พบสัญญาณชีพ โดยผลผ่าซากพบเศษอาหาร เศษหญ้า ในช่องปาก กล้ามเนื้อหัวใจขยายตัว พบอ้อยและมันสำปะหลังในทางเดินอาหารจำนวนมาก สันนิษฐานเบื้องต้นเกิดจากทางเดินหายใจล้มเหลวเนื่องจากการสำลักอาหาร ภาวะช็อก และหัวใจล้มเหลว คณะกรรมการฯ จึงสรุปว่าปริมาณยาซึม 0.3-0.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นขนาดยาปกติที่ใช้วางยาซึมช้างป่า ซึ่งผลการเสียชีวิตเกิดจากการสำลักอาหารที่เป็นภาวะแทรกซ้อนอันไม่อาจคาดการณ์หรือควบคุมได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการช่วยเหลือตามแผนฉุกเฉิน ไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด

ในช่วงท้าย นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า หลังจากนี้กรมอุทยานฯ จะยุติการเคลื่อนย้ายช้างป่าจนกว่าจะนำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงข้อห่วงใยจากทุกภาคส่วนไปพัฒนาเทคนิค คู่มือวิธีการปฏิบัติงาน และจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจถึงแผนเผชิญเหตุและแนวทางปฏิบัติร่วมกันที่ชัดเจนภายใต้สภาวะความกดดันต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซ้อนและยกระดับการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าให้ปลอดภัยสูงสุดต่อไป.