เมื่อวันที่ 9 มี.ค. รายการโหนกระแสวันนี้ (9 มี.ค. 2569) พูดคุยกรณีที่ครอบครัวนักธุรกิจรายหนึ่งเข้าร้องเรียนกับสายไหมต้องรอด ว่านักธุรกิจ อายุ 37 ปี ได้ไปทำศัลยกรรมจมูกที่คลินิกชื่อดัง แต่หลังผ่าตัดแล้วไม่รู้สึกตัว ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย เสี่ยงเป็นเจ้าชายนิทรา ขณะนี้ค่ารักษาทะลุกว่า 2 ล้านบาท ญาติอ้างว่ากังวลเนื่องจากทางคลินิกบ่ายเบี่ยงการรับผิดชอบ อ้างว่าต้องรอสรุปผลการประชุม ในขณะที่หมอผู้ทำการผ่าตัดศัลยกรรมแจ้งว่า การผ่าตัดเรียบร้อยดี ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ปัญหาที่ต้องนอนดูอาการและใส่ท่อช่วยหายใจไว้ก่อนเพราะคนไข้มีภาวะ Malignant Hyperthermia ระหว่างดมยาสลบ ซึ่งเป็นภาวะผิดปกติที่พบได้น้อยมาก แต่อันตราย จึงต้องดูอาการให้แน่ใจ และคุณหมอวิสัญญีก็แก้ไขได้จนเรียบร้อยดีและคนไข้ก็รู้ตัวดีแล้ว

ญาติผู้ป่วย เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ผู้ป่วยเข้ารับการทำหัตถการที่คลินิกแห่งหนึ่ง โดยมีแผนผ่าตัดศัลยกรรมจมูกและเสริมคาง ซึ่งต้องใช้การดมยาสลบและใส่ท่อช่วยหายใจ โดย คุณราม ได้ขับรถพาผู้ป่วยเดินทางไปที่คลินิกเพื่อเตรียมตัวทำศัลยกรรม ทางคลินิกให้คุณรามไปรอที่ห้องรับรองในโรงพยาบาลแห่งที่ 1 เนื่องจากเป็นการทำหัตถการใหญ่ที่ต้องใช้เวลานานและมีการวางแผนให้คนไข้พักฟื้นที่โรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย

กลางดึก ทางคลินิกแจ้งว่าคนไข้มีอาการผิดปกติระหว่างผ่าตัด จึงจำเป็นต้องส่งตัวโรงพยาบาลด่วน ทางภรรยาและแม่ของผู้ป่วยได้รับข้อมูลในภายหลังว่า ระหว่างทำหัตถการ ผู้ป่วยมีอาการเหงื่อออกตามตัวมาก เลือดออกเยอะผิดปกติ และมีอาการช็อก จากนั้นผู้ป่วยเกิดอาการไตวายเฉียบพลัน ต้องทำการฟอกไต ขณะนี้ผู้ป่วยยังคงนอนรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU โดยแพทย์ต้องดูแลอาการแบบวันต่อวันและรักษาตามอาการ มีความเสี่ยงที่จะเป็นเจ้าชายนิทรา อีกทั้งโรงพยาบาลที่รักษาตัวอยู่เป็นเอกชน ขณะนี้ค่ารักษาสูงมาก และยังมีส่วนที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้อีก ทำให้ครอบครัวเป็นกังวล เพราะเมื่อสอบถามกับทางคลินิก ทางคลินิกไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัดว่าจะรับผิดชอบแค่ไหนอย่างไร ลักษณะเหมือนบ่ายเบี่ยง

ในรายการ วิสัญญีแพทย์ที่อยู่ในทีมผ่าตัดศัลยกรรม ได้ไล่เรียงไทม์ไลน์ โดยระบุว่า เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ ก็ได้ดำเนินการประสานส่ง รพ. ภายใน 1 ชั่วโมง โดยวิสัญญีแพทย์อยู่กับผู้ป่วยตลอด มีการสันนิษฐานว่าผู้ป่วยมีภาวะ Malignant Hyperthermia ระหว่างดมยาสลบ ซึ่งเป็นภาวะผิดปกติที่พบได้น้อยมาก แต่ก็อันตราย แต่สุดท้ายผู้ป่วยได้รับยารักษาคือ แดนโทรลีน (Dantrolene) จนอาการพ้นวิกฤติ

ด้านแพทย์ผู้รักษาก็ได้โฟนอินอธิบายถึงอาการของผู้ป่วยโดยละเอียด ซึ่งสรุปได้ว่าเมื่อได้ใช้ยา แดนโทรลีน ผู้ป่วยตอบสนอง มีอาการดีขึ้น และคนไข้ก็ฟื้นแล้ว ซึ่งคำว่าฟื้นของคนไข้กับแพทย์อาจจะไม่ตรงกัน คำว่าฟื้นของแพทย์คือมีสติสัมปชัญญะ ทำตามคำสั่งของแพทย์ได้ และที่สำคัญ ผู้ป่วยสามารถลุกนั่งที่ข้างเตียงได้นานถึง 2 นาที ซึ่งทางการแพทย์ถือว่าเป็นเวลาที่นานพอสมควร ยืนยันว่าขณะนี้พ้นวิกฤติแล้ว หลังจากนี้จะเป็นเรื่องการฟื้นฟูสภาพร่างกายต่อไป

‘คุณตั้ม’ ตัวแทนฝั่งคลินิก ที่ได้มาร่วมพูดคุยเพื่อแสดงความจริงใจ ยืนยันว่าได้ติดตามดูแลผู้ป่วยอยู่ตลอด และพร้อมรับผิดชอบ ก่อนจะแสดงหลักฐานว่าได้จ่ายค่ารักษาส่วนหนึ่งแล้ว ประมาณ 1.3 ล้านบาท โดยทำตามจริยธรรม ไม่ได้มองว่าใครถูกหรือผิด โดยยังมีค่ารักษาส่วนอื่น ๆ อีก ซึ่งบางส่วนสามารถเบิกตามสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ หรือ UCEP ได้

ทางครอบครัวได้ขอบคุณ แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงเพิ่งทำตอนนี้ เพราะก่อนหน้านี้ทางครอบครัวพยายามทวงถามมาตลอด ทางคลินิกไม่ชัดเจน บอกเพียงให้รอและขอให้ผู้ป่วยปลอดภัยก่อน

ซึ่งคุณตั้มก็ได้อธิบายว่า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่การรักษา อยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว ทางคลินิกไม่สามารถไปดำเนินการอะไรเองได้ หากญาติไม่ได้ยินยอม แม้แต่เรื่องการสอบถามอาการของผู้ป่วยจากแพทย์ผู้รักษา ก็ต้องให้ญาติอนุญาตก่อน ทางคลินิกจึงต้องรอจนได้รับการอนุญาตเมื่อทราบรายละเอียดอาการ รวมถึงข้อมูลการรักษา ค่ารักษาพยาบาล จึงได้ทำเรื่องจ่ายค่ารักษาดังกล่าว

สุดท้าย หลายฝ่ายมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทางคลินิกก็ได้ทำตามขั้นตอนทางการแพทย์ และทำตามจรรยาบรรณ จากนี้จึงควรมองไปข้างหน้าซึ่งทางญาติก็พึงพอใจ ทางคลินิกก็ได้ประสานโรงพยาบาลที่จะดูแลเรื่องการพักฟื้นและฟื้นฟูร่างกายต่อไป