เมื่อวันที่ 9 มี.ค. พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า กพท. ได้เชิญผู้ประกอบการสายการบิน และผู้ค้าน้ำมันเครื่องบินในไทย เพื่อขอความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำมันในสต๊อก หากเป็นน้ำมันที่สต๊อกไว้ก่อนมีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็ไม่ควรฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาค่าบัตรโดยสารจากต้นทุนน้ำมัน พร้อมทั้งขอให้วางแผนรับมือจัดหาแหล่งน้ำมันใหม่ทดแทนแหล่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าสถานการณ์นี้จะจบลงเมื่อใด เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมการบินของไทย ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน และเผชิญกับต้นทุนน้ำมันที่สูงมากจนกระทบกับราคาค่าบัตรโดยสาร ที่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน

พลอากาศเอก มนัท กล่าวอีกว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง กพท.ได้วางแผนเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน และลดค่าธรรมเนียมสนามบินต่างๆ อาทิ ค่าบริการขึ้นลงอากาศยาน และค่าบริการที่เก็บอากาศยาน เพื่อนำส่วนลดนี้ไปชดเชยต้นทุนให้สายการบินแทนการขึ้นราคาค่าบัตรโดยสาร ซึ่งจะทำให้ไม่มีการผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้โดยสาร และไม่ทำให้ราคาค่าบัตรโดยสารสูงขึ้น

พลอากาศเอก มนัท กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือสายการบินในไทย ลดราคาค่าบัตรโดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ในอัตรา 30% จากเพดานราคา เหมือนกับช่วงเทศกาลต่างๆ ที่ผ่านมา พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนที่นั่ง และปรับเปลี่ยนขนาดเครื่องบินให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ และราคาค่าบัตรโดยสารไม่สูงขึ้นมาก ส่วนสายการบินจะลดค่าบัตรโดยสาร และเพิ่มจำนวนให้กี่ที่นั่ง ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ หากราคาน้ำมันยังเพิ่มสูงขึ้น ราคาบัตรโดยสารเส้นทางภายในประเทศ จะถึงขั้นสูงสุดของเพดานราคาที่ กพท. กำหนด พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่คงไม่ไปถึงจุดนั้น เพราะหากสายการบินกำหนดราคาค่าโดยสารที่สูงมากเกินไป ก็จะไม่มีผู้โดยสารมาใช้บริการ เพราะประชาชนสามารถเลือกเดินทางโดยวิธีอื่นแทนได้ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีขีดจำกัดในเรื่องราคาเป็นของตัวเอง.