หลังจาก “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดเปิดประเด็น ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอม ราคาตกต่ำแบบผิดปกติ จนทำให้มีการขยายประเด็นไปถึง “ล้ง”รับซื้อมะพร้าว กระทั่งทำให้ตำรวจ ปอศ. ลงพื้นที่ตรวจสอบ จ.ราชบุรี ประเดิมจับกุม “กลุ่มทุนข้ามชาติ”สวมสิทธิคนไทยเข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวน บิดเบือนราคารับซื้อ จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ประชุมด่วนผู้เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอม ระดมสมองหาทางออกเร่งแก้ปัญหาแบบครบวงจร ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

‘ศุภจี’ เรียกถกแก้ปัญหามะพร้าวน้ำหอมราคาดิ่ง จัดระเบียบทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยต่อว่า จากการลงพื้นที่สอบถามผู้ประกอบการรับซื้อมะพร้าวในพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา ซึ่งเป็นแหล่งรับซื้อรายใหญ่ พบว่า “ล้งไทย” ในพื้นที่ทำหน้าที่เพียงรวบรวมผลผลิตตามคำสั่งซื้อของ “ล้งจีน” ที่กำหนดทั้งปริมาณและราคา

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา มีคำสั่งให้รับซื้อผลผลิตในราคาลูกละเพียง 2 บาท แม้ปริมาณคำสั่งซื้อจะไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่ามะพร้าวน้ำหอมยังเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการ

ในกระบวนการดังกล่าว ล้งไทยจะเป็นผู้ส่งคนงานเข้าไปตัดมะพร้าวจากสวนและขนส่งมายังจุดรวบรวม ก่อนส่งต่อไปยังล้งจีน เมื่อรวมต้นทุนแรงงานและค่าขนส่ง ราคามะพร้าวจะเพิ่มเป็นประมาณลูกละ 5 บาท ขณะที่ราคาขายปลีกให้ผู้บริโภคยังคงอยู่ที่ลูกละ 30–35 บาท และในเมืองท่องเที่ยวอาจสูงถึงลูกละ 50–60 บาท

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เกษตรกรซึ่งเป็นคนต้นน้ำ และผู้บริโภคซึ่งเป็นคนปลายน้ำ ต่างถูกเอารัดเอาเปรียบ ขณะที่คนกลางกลับได้รับผลประโยชน์มากที่สุด” ไชยยงค์กล่าว

ปัจจุบันธุรกิจรับซื้อและส่งออกสินค้าเกษตรของไทยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ “ล้งจีน” จากมณฑลยูนนาน ซึ่งไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในตลาดมะพร้าวน้ำหอม แต่ยังครอบคลุมถึงทุเรียน มังคุด มะม่วง และลำไย ซึ่งล้วนเป็นผลไม้ที่ตลาดจีนมีความต้องการสูง

ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถมองเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเพียงชนิดเดียว แต่ต้องแก้ไขโครงสร้างตลาดสินค้าเกษตรทั้งระบบ โดยเฉพาะการกำกับดูแลพ่อค้าคนกลางไม่ให้เกิดการผูกขาดและกำหนดราคารับซื้อฝ่ายเดียว

นายไชยยงค์ เสนอว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องจัดระบบกำกับดูแลธุรกิจล้งและการส่งออกสินค้าเกษตรให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันกับทุนต่างชาติได้ โดยต้องอาศัยกลไกของกระทรวงพาณิชย์เข้ามากำกับดูแลตลาดอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ผ่านการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ซึ่งที่ผ่านมาโครงการรวมกลุ่มเกษตรกรยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดการสนับสนุนจากกลไกรัฐอย่างต่อเนื่อง

“หากปล่อยให้ระบบการค้าสินค้าเกษตรดำเนินไปเช่นนี้ เกษตรกรไทยจำนวนมากอาจกลายเป็นเพียงผู้ผลิตที่ต้องทำงานหนัก แต่ผลประโยชน์กลับตกอยู่กับพ่อค้าคนกลางเพียงฝ่ายเดียว” ไชยยงค์กล่าว พร้อมย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของเกษตรกรไทยในระยะยาว