สวัสดีแฟนๆ “บันเทิงเดลินิวส์” สุดที่รักของ “นูน่าเมี้ยน” ทุกคน วนกลับมาพบเจอกันเป็นประจำแบบนี้เช่นเคยในทุกสัปดาห์กับพื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวข่าวสารของวงการบันเทิง K-Pop K-Drama เหล่านักแสดง ไอดอลเกาหลีในรอบสัปดาห์มาอัปเดตความเคลื่อนไหวแบบจัดเต็มพิเศษเพื่อทุกคนผ่านคอลัมน์บันเทิงสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง “SeoulStation” โดยสัปดาห์นี้นูน่าก็จะพาไปพูดคุยถึงความพิเศษของงานแฟนคอนเสิร์ต “ MARK TUAN Silhouette: The Shape of You FANCON 2026 in BANGKOK” ของซูเปอร์สตาร์ระดับโลก “มาร์ค ต้วน” (Mark Tuan) ที่จบลงไปอย่างงดงามและเต็มไปด้วยความทรงจำ จัดขึ้น ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ท่ามกลางแฟน ๆ ที่มาร่วมชมการแสดงจนแน่นฮอลล์ทั้งสองรอบการแสดง ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่การแสดงคอนเสิร์ตทั่วไป แต่มันคือ “การเฉลิมฉลองการเติบโต” ของชายที่ชื่อมาร์ค ต้วน ในแบบที่ทุกคนต้องทึ่ง

นูน่าต้องขอเกริ่นเลยว่าในโลกของวงการบันเทิงที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว การที่ศิลปินคนหนึ่งจะรักษาความรักและความศรัทธาจากแฟนคลับไว้ได้นานกว่าทศวรรษไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ “มาร์ค ต้วน” หรือที่อากาเซ่ไทยเรียกกันอย่างติดปากว่า “พี่มาร์ค” ความสัมพันธ์นี้มันก้าวข้ามคำว่าศิลปินกับแฟนคลับไปไกลแสนไกล แต่มันคือการร่วมกันเขียน “ไดอารี่ชีวิต” เล่มยักษ์ที่บันทึกทุกย่างก้าว ความสำเร็จ ความล้มเหลว และการเติบโต โดยวันนี้นูน่าจะพาไปร่วมบันทึก และดำดิ่งไปกับไดอารี่เล่มยักษ์เล่มนี้ที่ถูกเขียนขึ้นเพิ่มเติมในวันแฟนคอนเสิร์ตที่ผ่านมา เริ่มต้นบรรยากาศหน้าฮอลล์อิมแพ็ค อารีน่า อบอวลไปด้วยพลังงานแห่งความสุข สีเขียวจาก “อากาบง” (แท่งไฟประจำวง GOT7) ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ แม้ว่างานในรอบวันอาทิตย์จะเริ่มเลทไปประมาณ 15 นาที แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความตื่นเต้นลดน้อยลงเลย กลับเป็นการบิ้วอารมณ์ให้พุ่งพล่านยิ่งขึ้น

เมื่อไฟในฮอลล์ดับลง เสียงดนตรีจากเพลง “My Name” ดังขึ้นเป็นสัญญาณเปิดตัวที่ดุดัน บรรยากาศถูกเซ็ตให้เข้มข้นด้วย VTR เปิดตัวที่ร้อยเรียงเรื่องราว “Silhouette” หรือเงาที่เป็นตัวตนของมาร์ค ก่อนที่เขาจะปรากฏตัวบนเวทีท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่ดังสนั่นหวั่นไหว เปิดโชว์ด้วยเพลง “High As You”, “Your Name” และ “Change Up” ซึ่งเป็นการประกาศก้องว่า ค่ำคืนนี้ “มาร์ค ต้วน” พร้อมแล้วที่จะโชว์ความเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ซึ่งหากเราย้อนไดอารี่กลับไปเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ในวันที่มาร์คเดบิวต์ใหม่ๆ ภาพจำของเขาคือ “พี่ใหญ่” ผู้เงียบขรึม ขี้อาย และพูดน้อยที่สุดในวง หลายครั้งที่เขาจะถอยไปยืนด้านหลัง ปล่อยให้เมมเบอร์คนอื่นเป็นคนสร้างบรรยากาศ แต่ในแฟนคอนเสิร์ตครั้งนี้ เราได้เห็นมาร์คในร่างใหม่ที่ “สว่างไสว” กว่าเดิม เขาก้าวออกมาทักทายแฟนๆ ด้วยภาษาไทยที่คล่องแคล่วและเป็นกันเอง “สวัสดีกรุงเทพฯ เป็นยังไงบ้าง คิดถึงผมหรอ คิดถึงเหมือนกันนะครับ” ประโยคธรรมดาที่แฝงไปด้วยความจริงใจ มาร์คในวันนี้พูดเก่งขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เขาไม่ได้เพียงแค่พูดตามสคริปต์ แต่เขาสื่อสารด้วยแววตาและท่าทางที่ “แพรวพราว” เขารู้จังหวะการหยอกล้อ รู้จักการใช้มุกตลก และที่สำคัญคือเขากล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างเต็มที่
มาร์คยอมรับบนเวทีว่า “เดบิวต์มา 12 ปี แต่ทุกคนก็มาหา คอยสนับสนุนผมเสมอ รู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติเสมอนะครับ” คำพูดนี้ตอกย้ำว่าเขารับรู้ถึงความรักที่อากาเซ่มอบให้ และความมั่นใจที่เขาแสดงออกมาในวันนี้ ก็คือผลผลิตจากความเชื่อมั่นที่แฟนๆ มอบให้เขาตลอดมานั่นเอง

ความพิเศษของงานนี้คือการดึงเอาพิธีกรระดับตัวท็อปอย่าง “ดีเจนุ้ย” มารับหน้าที่สร้างสีสัน ซึ่งเคมีระหว่างมาร์คและดีเจนุ้ยนั้นเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม ในช่วงเกมแรก “Silhouette Map” มาร์คต้องปฏิบัติภารกิจเดินไปตามโซนต่างๆ ทั่วฮอลล์เพื่อทำภารกิจตามโซนต่างๆ ร่วมกับอากาเซ่ พร้อมกิจกรรมสุดสนุกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเต้นชาเลนจ์เพลง “FaSHioN” ของ CORTIS ในเวอร์ชัน Thai Remix, ชาเลนจ์เพลง “กินซะ”, การเล่นเกม หมูหมากาไก่ และอีกหลายภารกิจที่เชื่อมโยงกับประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของมาร์คที่อยากใกล้ชิดแฟน ๆ ชาวไทยให้มากที่สุด จนกลายเป็นโมเมนต์ไวรัลที่แฟน ๆ พูดถึงกันอย่างมาก นอกจากนี้เรายังได้เห็นภาพมาร์คที่พยายามเข้าใกล้แฟนคลับให้มากที่สุด เขาไม่ได้อยู่แค่บนเวทีสูงส่ง แต่เขาพยายามเดินเข้ามาใกล้ชิดทุกคนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับถ่ายรูปร่วมกับอากาเซ่แต่ละโซนด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้ถูกปั้นแต่ง นี่คือช่วงเวลาที่ไดอารี่หน้า “ความทรงจำที่สัมผัสได้” ถูกเขียนขึ้น หลังจากนั้นมาร์คยังเสิร์ฟโชว์อย่างต่อเนื่องกับเพลง “Everyone Else Fades”, “More” และ “Out the Door”
ต่อมาในช่วงของ “Silhouette Diary” ที่จำลองสถานการณ์ให้มาร์คเลือกคำตอบและแสดงตามสถานการณ์นั้น ๆ สร้างเสียงหัวเราะและเสียงกรี๊ดให้กับแฟน ๆ อย่างสนุกสนาน มีการสอดแทรกคอนเทนต์ที่ทำให้เราเห็นความคิดของเขา มาร์คเล่าถึงซีรีส์ที่ชอบ ทั้งแนวโรแมนติกที่ทำให้ใจเต้น และแนวกีฬาพัฒนาตนเอง (ซึ่งสะท้อนตัวตนที่รักการฝึกฝนของเขา) และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อถูกถามว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปเจอตัวเองในช่วงเดบิวต์ได้ อยากบอกอะไร?” มาร์คพูดถึงเพลง Just Right และ Stop Stop It ด้วยรอยยิ้มปนเสียงหัวเราะ เขาเผยว่าตอนนั้นเขากังวลและประหม่ามาก กลัวจะทำออกมาไม่เท่ แต่ในวันนี้เขามองกลับไปด้วยความภาคภูมิใจว่าความพยายามในวันนั้นคือสิ่งที่สร้างเขาในวันนี้ การยอมรับความอ่อนแอในอดีตคือเครื่องหมายของคนที่ “เติบโตเป็นผู้ใหญ่” อย่างสมบูรณ์

บรรยากาศในฮอลล์เปลี่ยนอารมณ์ทันทีหลังช่วงทอล์ค เมื่อไฟเวทีค่อย ๆ ดรอปลงสู่โทนอุ่น ก่อนที่อินโทรของเพลง “Pretty Little Picture” จะดังขึ้น สะกดคนดูทั้งฮอลล์ให้ดื่มด่ำไปกับเสียงร้องอันละมุนของมาร์ค ต่อเนื่องด้วย “Sunsets & Cigarettes”, “This Is Everything” และ “Nights Still Young” แสงสีในอิมแพ็คเปลี่ยนเป็นโทนอุ่น และอากาบงก็โบกสะบัดเป็นจังหวะเดียวกัน ราวกับท้องฟ้าจำลองที่เต็มไปด้วยดวงดาวสีเขียว กลายเป็นภาพที่สวยงามทั่วทั้งอิมแพ็ค อารีน่า แต่ไฮไลต์ที่ทรงพลังที่สุดและกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ คือการที่มาร์คเลือกเพลงไทยอย่าง “รักแรกพบ” (Knock Knock) ของ “Billkin” มาขับร้อง เขาสารภาพอย่างซื่อตรงว่า “เพลงนี้ยากมากสำหรับผม มีทีมคนไทยมาช่วยสอนออกเสียง ผมหวังว่าทุกคนจะฟังเข้าใจและชอบมันนะครับ” ทันทีที่เสียงร้องนุ่มๆ ดังขึ้นพร้อมสำเนียงภาษาไทยที่ชัดเจนจนน่าตกใจ มันไม่ใช่แค่การร้องเพลงไทยให้จบ แต่มันคือการส่งสารว่า “ผมให้ความสำคัญกับพวกคุณมากแค่ไหน” มาร์คเลือกเพลงที่สื่อถึงความรักที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเปรียบเสมือนความรู้สึกระหว่างเขากับอากาเซ่ไทยที่เจอกันกี่ครั้งก็ยังคงตกหลุมรักกันซ้ำๆ

ช่วงท้ายของคอนเสิร์ตคือการปลดปล่อยพลังงานอย่างแท้จริง มาร์คเสิร์ฟความมันส์ด้วยเพลง “AUTOPILOT”, “One in a Million” และ “Carry Me Out” ก่อนที่เข้าสู่ช่วงท้ายแฟนคอนเสิร์ต มาร์คกล่าวขอบคุณทุกคนที่เดินทางมาหากันในวันนี้ว่า “ในฐานะวงผมก็มีอายุ 12 ปีแล้ว ผมเดินทางออกมาจากเกาหลีก็ประมาณ 5 ปีแล้ว ผมคิดว่าเวลามันผ่านไปเรื่อยๆ มันก็เป็นเรื่องที่จะรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ แต่ผมรู้สึกขอบคุณมากๆ ที่ทุกคนยังอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ อยู่เพื่อผมหรอครับ ผมก็อยู่เพื่อทุกคนเหมือนกันครับ ผมสัญญาว่าผมจะอยู่ตรงนี้ ตราบใดที่ทุกคนอย่างอยู่ตรงนี้นะครับ สัญญานะครับ” พร้อมกับเก็บภาพในค่ำคืนสุดประทับใจ และรับชมโปรเจคต์อันแสนอบอุ่นที่เหล่าอากาเซ่ทำขึ้นมา มาร์คได้ให้สัญญาทิ้งท้ายว่าจะรีบกลับมา และต่อด้วยการเข้าสู่ช่วงเมดเล่ย์เพลง “My Name” และ “IMYSM” และที่ขาดไม่ได้สำหรับ “วัฒนธรรม GOT7” คือความแสบซนในช่วงท้าย มาร์คเริ่มหยิบขวดน้ำขึ้นมาสาดใส่แฟนคลับ ซึ่งเป็นสัญญาณของความสนุกสุดเหวี่ยงและการปลดปล่อยอย่างเป็นกันเองที่สุด

แต่เซอร์ไพรส์ที่ใหญ่ที่สุดในรอบวันอาทิตย์ ซึ่งมาร์คและทีมงานเก็บความลับได้เก่งมาก คือการปรากฏตัวของเมมเบอร์ GOT7 อีกคนอย่าง “แบมแบม” (BamBam) ที่ขึ้นมาร่วมร้องเพลง “พี่ไม่หล่อลวง” ด้วย และต่อเนื่องด้วยเพลงฮิตระดับตำนานของวงอย่าง “Nanana”, “Hard Carry”, “Go Higher”, “Teenager”, “Fly” และ “Before the Full Moon Rises” มาร่วมร้อง ร่วมเต้นด้วยกันแบบจัดเต็ม ทำให้อิมแพ็ค อารีน่า สั่นสะเทือนด้วยพลังแห่งความคิดถึงกันเลยทีเดียว นี่คือภาพที่แฟนๆ รอคอย การได้เห็นเมมเบอร์ทั้ง 2 คนอยู่บนเวทีเดียวกันในประเทศไทย มันคือการเติมเต็มความว่างเปล่าในใจอากาเซ่ได้อย่างดีที่สุด ซึ่งแบมแบมได้เฉลยว่าตอนแรกพี่มาร์คได้เตรียมห้อง VIP ไว้ให้แบมแบมนั่งดูเฉยๆ แต่แบมบอกว่า “อยากขึ้นเวที!” และเพิ่งดีลกันเสร็จเมื่อตอนช่วงบ่ายก่อนเริ่มแฟนคอนเสิร์ต และก่อนที่ไฟบนเวทีจะดับลงจริงๆ มาร์คได้กล่าวทิ้งว่าที่ลึกซึ้งว่า “ผมจะไม่ไปไหน ถึงแม้ร่างกายผมจะแก่ขึ้น แต่ผมจะสู้ต่อไป และจะพยายามแสดงให้ทุกคนได้ดูต่อไป ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นผมจะเป็นมาร์ค ผมจะเป็นมาร์คจาก GOT7 ตราบใดที่ทุกคนยังอยู่ตรงนี้ ผมจะกลับมา รักนะคนดื้อ”

ท้ายที่สุดแล้ว “MARK TUAN Silhouette: The Shape of You FANCON 2026 in BANGKOK” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องพิสูจน์ความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยวของมาร์ค ต้วน เท่านั้น แต่มันคือการประกาศก้องว่า “กาลเวลา” ทำอะไรความรักของพวกเขาไม่ได้เลย ตลอดระยะเวลา 12 ปี แฟนคอนครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “มาร์ค ต้วน” ไม่ใช่แค่ “ไอดอล” ที่ทำตามหน้าที่ แต่เขาคือ “ศิลปิน” ที่หล่อหลอมตัวตนขึ้นมาจากประสบการณ์และความรัก เขาเติบโตขึ้นจากความเงียบสู่ความกล้า จากความประหม่าสู่ความสง่างาม และจาก “คนแปลกหน้า” สู่คำว่า “ครอบครัว” อย่างแท้จริง

ไดอารี่เล่มยักษ์เล่มนี้อาจจะมีบางหน้าที่มีรอยเปื้อนน้ำตา บางหน้าเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่ทุกหน้าล้วนเขียนขึ้นด้วยความจริงใจ นูน่าเชื่อว่าภาพที่มาร์คส่งยิ้มให้แฟนๆ ทั่วทั้งฮอลล์ และเสียงตะโกนเรียกชื่อมาร์คที่ดังสนั่นอิมแพ็ค จะกลายเป็นพลังใจสำคัญที่ทำให้เขาก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เช่นเดียวกับอากาเซ่ไทยที่จะยังคงเป็น “ลมใต้ปีก” ที่คอยพยุงให้ผู้ชายคนนี้บินได้สูงขึ้นและไกลขึ้นในแบบที่เขาต้องการ สุดท้ายไดอารี่เล่มนี้ยังเขียนไม่จบ หน้ากระดาษของปี 2026 ถูกเขียนด้วยความสุขที่ล้นปรี่ และเราเชื่อเหลือเกินว่า มาร์ค ต้วน จะยังคงถือปากกาเล่มเดิมนี้ เดินหน้าเขียนเรื่องราวร่วมกับอากาเซ่ต่อไป ตราบเท่าที่ท้องฟ้ายังคงมีสีเขียว และตราบเท่าที่ “คนดื้อ” ของเขายังคงรออยู่ที่เดิม


ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ นูน่าขอฝากคำสัญญาของพี่มาร์คไว้ในใจทุกคน “ตราบใดที่ทุกคนยังอยู่ตรงนี้ ผมจะกลับมา” เพราะสำหรับมาร์คและอากาเซ่แล้ว คำว่า “ลาจาก” ไม่มีอยู่จริง มีเพียงคำว่า “แล้วพบกันใหม่” ในหน้าไดอารี่บทต่อไปที่สวยงามกว่าเดิม!.
คอลัมน์ “SeoulStation”
โดย “นูน่าเมี้ยน”



