เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ตามที่กรมควบคุมมลพิษมีประกาศแจ้งเตือน พื้นที่กทม.และปริมณฑล มีแนวโน้มฝุ่นละออง PM 2.5 สะสมเกินมาตรฐาน ในช่วงระหว่างวันที่ 15-18 ธ.ค.นี้ กทม.โดยสำนักสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯปี 2565 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง เพื่อรองรับสถานการณ์ฝุ่นละอองที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ตามที่กรมควบคุมมลพิษแจ้งเตือน ซึ่งกทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผน ได้ดำเนินการตามมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง ในการควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดหลักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ การควบคุมมลพิษจากยานพาหนะ การควบคุมมลพิษจากสถานประกอบการ การควบคุมมลพิษจากการก่อสร้าง และการควบคุมมลพิษจากการเผาในที่โล่ง รวมทั้งการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน

สำหรับมาตรการรับมือและแก้ไขปัญหาฝุ่น ในช่วงเวลาดังกล่าว กทม.ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เช่น การล้างทำความสะอาด ดูดฝุ่นถนน และฉีดล้างต้นไม้ในพื้นที่กรุงเทพฯ การควบคุม กำกับดูแล และแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากแหล่งกำเนิดโดยเฉพาะการตรวจวัดและห้ามใช้รถยนต์ควันดำ บูรณาการการทำงานร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก ขสมก. และกรมควบคุมมลพิษ จัดชุดเฉพาะกิจตรวจสอบห้ามเผาในที่โล่งและควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง รวมทั้งการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันมาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ หรือการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ รณรงค์ไม่ขับช่วยดับเครื่อง ดูแล บำรุงรักษาเครื่องยนต์เพื่อลดการปล่อยมลพิษ ไม่จอดรถริมทางกีดขวางการจราจร เพื่อมีส่วนร่วมลดปัญหาฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

ในส่วนของการป้องกันและแก้ไขปัญหาระยะยาว สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. ได้เร่งรณรงค์ลดการใช้ลดรถยนต์ส่วนบุคคล ให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมาโดยตลอด นอกจากเป็นการแก้ไขปัญหาการจราจรในกทม.แล้ว ยังจะช่วยลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน โดยกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการระบบขนส่งมวลชนหลัก ได้แก่ รถไฟฟ้าสาย สีเขียว (BTS) และระบบขนส่งมวลชนรอง เช่น รถโดยสารด่วนพิเศษ BRT รถโดยสาร Shuttle bus ที่เป็น feeder ซึ่งใช้พลังงานสะอาด NGV อำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนหลัก อีกทั้งยังส่งเสริมการเดินทางด้วยเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีการเดินเรือใน คลองภาษีเจริญและคลองผดุงกรุงเกษม

และในอนาคตจะเปิดให้บริการเดินเรือโดยสารในคลองแสนแสบส่วนต่อขยาย (จากวัดศรีบุญเรืองถึงเขตมีนบุรี) และเส้นทางอื่นๆ ที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีแผนการศึกษาเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา (Light Rail Transit) สายบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) สายสีเทาช่วงวัชรพล-พระราม 9-ท่าพระ เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชนในกรุงเทพมหานครให้ครอบคลุมและเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง ซึ่งจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมีช่องทางการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองให้ประชาชนรับทราบแบบเรียลไทม์ พร้อมรายงานข้อมูลและให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM 2.5 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ประกอบด้วย เว็บไซต์ www.bangkokairquality.com  www.air4bangkok.com www.prbangkok.com เฟซบุ๊ก : กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เพจเฟซบุ๊ก : สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ แอพพลิเคชั่น : AirBKK รวมถึงจอแสดงผลบริเวณสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ และจอแสดงผลแบบเคลื่อนที่

นอกจากนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) สำหรับวันจันทร์ – ศุกร์ โทร. 0-2203-2954 และ 0-2203-2951 ระหว่างเวลา 08.30 – 18.30 น. ในส่วนของนอกเวลาราชการ วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุด นักขัตฤกษ์ โทร. 08-5806-7776 และ 08-6364-4407

และเพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ได้อย่างใกล้ชิด ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร ได้เพิ่มการรายงานข้อมูลเป็น 3 รอบเวลา คือ 07.00 น. 12.00 น. และ 15.00 น. เพื่อแจ้งเตือนและเน้นย้ำข้อควรปฏิบัติแก่ประชาชนในการดูแลระวังสุขภาพและป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM2.5 โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ พร้อมทั้งให้คำแนะนำกับประชาชนในการเฝ้าระวังสุขภาพและวิธีป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM2.5 เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทาง การทำงาน หรือทำกิจกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ.