เมื่อวันที่ 17 มี.ค. เพจเฟซบุ๊ก Manifia ซึ่งเป็นเพจของแพทย์ ที่ได้แนะนำเรื่องของสุขภาพ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

บอกหลายครั้งแล้วฮะ ขอย้ำอีกทีว่า ภูมิคุ้มกันมันแหยงกับภาวะ น้ำตาลสูงลอย (Chronic hyperglycemia) มากจริง ๆ ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่ตัวเลขบนผลเลือด แต่มันคือการที่หลายระบบในร่างกายเริ่มเสียสมดุลพร้อมกัน

ก่อนอื่นต้องเคลียร์ก่อนว่า “น้ำตาลสูง” ในที่กำลังพูดถึง ไม่ได้หมายถึงการกินคาร์โบไฮเดรตครั้งเดียวแล้วน้ำตาลขึ้นชั่วคราว แต่หมายถึงระดับ glucose สูงแบบเรื้อรัง ซึ่งมักเกิดจากความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมที่สะสมมานาน

เช่น การกินพลังงานเกินแทบทุกวัน การกินถี่โดยแทบไม่มีช่วงเว้น โดยเฉพาะกินดึกหรือกินก่อนนอน การไม่ออกกำลังกายจนแทบไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย และที่สำคัญคือไม่ตรวจสุขภาพ จึงไม่รู้เลยว่าระบบภายในเริ่มเสียสมดุลไปถึงไหนแล้ว

จุดที่มักพังก่อนเพื่อนคือ เนื้อเยื่อไขมัน เพราะเมื่อพลังงานเกินเรื้อรัง เซลล์ไขมันจะขยายตัวและเบียดกันจนเกิดความเครียดในเนื้อเยื่อ แล้วเริ่มปล่อย สารก่ออักเสบ (Inflammatory cytokines) ออกมา

เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นนานเข้า ร่างกายจะเริ่ม ดื้ออินซูลิน (Insulin resistance) ซึ่งปกติอินซูลินมีหน้าที่ส่งสัญญาณให้ glucose เข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่เมื่อเซลล์ไม่ตอบสนอง น้ำตาลจึงค้างอยู่ในเลือด และกลายเป็นภาวะ น้ำตาลสูงลอย

เมื่อมีน้ำตาลสูงเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันจะเริ่มเสียสมดุล เพราะเวลาร่างกายติดเชื้อ ระบบต้องเลือก “ผู้บริหารกองทัพ” ให้เหมาะกับศึก

เช่น หากเป็นการติดเชื้อวัณโรค ระบบจะใช้ Th1 cell เป็นตัวนำทัพ แต่หากเป็นการติดเชื้อพยาธิ ระบบจะใช้ Th2 cell เป็นผู้ควบคุมการตอบสนอง

แต่เมื่อมีน้ำตาลสูงเรื้อรัง สัดส่วนของ T helper cell จะเริ่มผิดเพี้ยน ตัวที่ควรทำงานไม่เด่นขึ้นมา ส่วนตัวที่ไม่ควรเด่นกลับยังปล่อยสารก่ออักเสบอยู่นั่น

อีกด้านหนึ่ง เม็ดเลือดขาวเองก็เกิด ดื้ออินซูลิน เช่นเดียวกับเซลล์อื่นในร่างกาย แม้เลือดจะมี glucose อยู่มาก แต่การนำไปใช้เป็นพลังงานกลับทำได้ช้าลง

พูดง่าย ๆ คือ เลือดมีพลังงานอยู่เต็ม แต่เม็ดเลือดขาวใช้พลังงานนั้นได้ไม่เต็มที่ การสื่อสารระหว่างเซลล์ลดลง การตอบสนองต่อเชื้อโรคลดลง แต่การหลั่งสารก่ออักเสบที่ทำให้ร่างกายปั่นป่วนยังเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ น้ำตาลบางส่วนยังเปลี่ยนเป็น สารน้ำตาลจับโปรตีน (Advanced glycation end products: AGEs) ซึ่งรบกวนระบบสัญญาณภายในเซลล์ โดยเฉพาะความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการเคลื่อนที่ไปยังจุดติดเชื้อ และการ จับกินเชื้อโรค (Phagocytosis)

ขณะเดียวกัน หลอดเลือดขนาดเล็กก็เริ่มเสื่อมลง เพราะน้ำตาลสูงเรื้อรังกระตุ้นให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวและสร้างพังผืดมากขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดตีบลง การไหลเวียนเลือดแย่ลง และเม็ดเลือดขาวเข้าถึงจุดติดเชื้อได้ยากขึ้น

ถ้าจะสรุปแบบง่ายที่สุดก็คือ ถนนก็ห่วยเพราะหลอดเลือดตีบ เม็ดเลือดขาวก็ห่วยเพราะจับกินเชื้อได้ยาก และเม็ดเลือดขาวยังเหมือนทหารที่พลังงานไม่พอ

ดังนั้น หากไม่อยากให้ภูมิคุ้มกันต้องทำงานในสภาพที่เสียเปรียบแบบนี้ การเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดฮะ