เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) กล่าวถึงกรณีในสื่อออนไลน์ตั้งข้อสังเกตโครงการศาลาที่พักผู้โดยสารรูปแบบใหม่ของ กทม. เกี่ยวกับความเหมาะสมของรูปแบบ ความคุ้มค่าของงบประมาณเมื่อเทียบกับรูปแบบการให้สัมปทานกับเอกชนในอดีต รวมถึงประสิทธิภาพการกันแดดกันฝน และการกีดขวางทางเท้าว่า ศาลาที่พักผู้โดยสารรูปแบบใหม่ของ กทม. เช่น Type C2 และ Type C3 ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Universal Design หรือการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานของประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งคนเดินเท้า ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ใช้รถเข็น การออกแบบเป็นโครงสร้างแบบ Slim Structure ที่มีขนาดกะทัดรัด โปร่ง และใช้พื้นที่น้อยลง เพื่อคืนพื้นที่ทางเท้าให้ประชาชนสามารถสัญจรได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงการเข้าถึงของผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม โดยออกแบบโครงสร้างเป็นระบบแยกชิ้นส่วน (Modular) เพื่อให้สามารถผลิตจากโรงงานและนำมาติดตั้งหน้างานได้อย่างรวดเร็ว พร้อมจัดให้มีพื้นที่ป้ายประชาสัมพันธ์สำหรับให้ข้อมูลการเดินทางแก่ประชาชน

ทั้งนี้ องค์ประกอบของศาลาที่พักผู้โดยสารได้รับการออกแบบให้มีความโปร่ง เพื่อไม่ให้บดบังหน้าร้านค้า อาคาร หรือทัศนียภาพของเมือง โดยผนังด้านหลังเลือกใช้แผ่นอะคริลิกใสคุณภาพสูง ซึ่งสามารถป้องกันฝนสาดและลมแรงได้ ขณะเดียวกันยังคงความโปร่งใส ลดจุดอับสายตา และช่วยเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน อีกทั้งช่วยลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ หรือร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับศาลาฯ รูปแบบเดิมที่มีโครงสร้างทึบ หรือมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บดบังหน้าร้าน

ขณะเดียวกัน ได้นำบทเรียนจากการใช้งานศาลาฯ รูปแบบเดิมมาปรับปรุงรายละเอียดด้านวิศวกรรม เพื่อให้โครงสร้างมีความทนทานและลดภาระการซ่อมบำรุงในระยะยาว โดยวัสดุมุงหลังคาได้ปรับเปลี่ยนจาก Polycarbonate ซึ่งมีข้อจำกัดด้านอายุการใช้งานและการเสื่อมสภาพ มาเป็น Metal Sheet มาตรฐานสูง ที่มีความแข็งแรงและทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของกรุงเทพฯ ได้ดีกว่า พร้อมปรับเปลี่ยนเก้าอี้พักคอยให้มีความแข็งแรง ลดปัญหาการแตกหัก หรือชำรุดจากการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงการออกแบบฐานเสาและระบบระบายน้ำฝน เพื่อลดปัญหาการรั่วซึมและป้องกันน้ำไหลเข้าไปสะสมภายในเสา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสนิมในโครงสร้างแบบเดิม รวมถึงลดการใช้วัสดุหุ้ม หรือกรุผิวด้านนอกของโครงสร้าง (Cladding) เพื่อให้ง่ายต่อการซ่อมแซมบำรุงรักษา อีกทั้งได้ปรับตำแหน่งการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมและปลอดภัยมากขึ้น พร้อมติดตั้งไฟส่องสว่าง LED เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการในช่วงเวลากลางคืน

ส่วนการพัฒนาในระยะต่อไป กทม. มีแนวทางพัฒนาไปสู่ Smart Bus Shelter เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต โดยมีแผนนำระบบข้อมูลการเดินทางแบบ Real-Time ที่เชื่อมต่อสัญญาณ GPS ของรถโดยสารมาใช้ เพื่อแสดงข้อมูลเวลาที่รถโดยสารจะมาถึง (ETA) ผ่านจอ Signage ช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบบริหารจัดการออนไลน์ที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบสถานะของป้ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดความขัดข้องระบบจะสามารถแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งรองรับการติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ AI ในอนาคต ช่วยตรวจจับรถที่จอดกีดขวาง หรือจอดแช่บริเวณป้ายรถโดยสาร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาการจราจรในหลายพื้นที่

ทั้งนี้ ในปี 2563 กทม. ได้ให้สิทธิเอกชนปรับปรุงดูแลบำรุงรักษาศาลาที่พักผู้โดยสาร โดยใช้โครงสร้างและตำแหน่งเดิม ปรับเปลี่ยนวัสดุหุ้มเสา หลังคา และเก้าอี้นั่ง พร้อมติดตั้งจอ Digital บอกเวลาที่รถโดยสารประจำทางมาถึง จำนวน 350 หลัง โดยเอกชนสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิบนป้ายโฆษณาบนทางเท้าจำนวน 1,170 ป้าย ต่อเนื่องจากโครงการให้สิทธิเดิมซึ่งหมดอายุสัญญาให้สิทธิก่อสร้างและดูแลบำรุงรักษาแล้ว โดยไม่มีการเพิ่มจำนวนป้ายโฆษณาแต่อย่างใด ดังนั้น แนวทางดังกล่าวจึงถือเป็นการลงทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนป้ายโฆษณาบริเวณทางเท้าที่มีการจัดระเบียบไว้แล้ว