นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินมาตรการรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ว่า จากการหารือกับฝ่ายกฎหมาย ได้รับคำตอบว่า รัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถออก พ.ร.ก.เพื่อค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติมได้ในขณะนี้ เนื่องจากติดข้อจำกัดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ซึ่งห้ามมิให้รัฐบาลออกมาตรการที่มีผลผูกพันไปถึงรัฐบาลหน้า โดยการออกกฎหมายดังกล่าว จะต้องรอจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เสียก่อน

“ได้เช็กกับทางฝ่ายกฎหมายแล้วว่า เรายังไม่สามารถออกกฎหมายในช่วงที่รัฐบาลยังอยู่ในสถานะรักษาการได้ ต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่ ดังนั้น กองทุนน้ำมันจะยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพไปก่อน และพร้อมเตรียมเครื่องมือสำรองไว้รองรับ”

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง เตรียมพร้อมมาตรการรองรับในกรณีที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องใกล้ถึงขีดจำกัด ทั้งการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันมีศักยภาพอยู่ เพราะตอนนี้เก็บรายได้สูงกว่าเป้า 

ขณะเดียวกันได้สั่งการให้กระทรวงการคลังและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ร่วมกันศึกษาและออกแบบมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยคำนึงถึงความแตกต่างของผลกระทบที่ประชาชนและภาคธุรกิจแต่ละประเภทได้รับ แม้มาตรการบางส่วนจะยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ในระหว่างที่ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่การเตรียมความพร้อมดังกล่าว จะช่วยให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถนำมาตรการต่างๆ ไปพิจารณาและประกาศใช้ได้ทันทีเมื่อเข้ารับตำแหน่ง รวมถึงมาตรการคนละครึ่งพลัสเฟสใหม่ ก็สั่งให้มีการศึกษาเดินหน้าเช่นกัน โดยรูปแบบจะเน้นส่งเสริมให้ผู้ขาย มีทักษะในการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการมีข้อมูลและสามารถนำไปใช้กู้เงินได้ในอนาคตด้วย