จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับประเด็นฟ้องร้องกันมาตั้งแต่ช่วงวิกฤติโควิด-19 ปี 64 ระหว่างเจ้าพ่อมิสแกรนด์ “ณวัฒน์ อิสรไกรศีล” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีซึ่งขณะนั้นดำรงดำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยฝ่ายบอสณวัฒน์ไลฟ์สดวิพากษ์วิจารณ์ประเด็น พ.ร.ก.จำกัดความรับผิดฯ จนเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ซึ่งต่อมา “บอสณวัฒน์” ได้เคลื่อนไหวด้วยการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ยอมรับผิดและกล่าวขอโทษต่อ “นายกฯ อนุทิน” ล่าสุด บอสณวัฒน์ ที่ได้เดินทางไปร่วมงานอีเวนต์เปิดตัว THE GRAND CLINIC ศูนย์สุขภาพและความงามครบวงจร ณ ศูนย์การค้า เดอะวอล์ค เกษตรนวมินทร์ ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงคดีดังกล่าวที่ได้สิ้นสุดลงแล้วอย่างเป็นทางการภายหลังการไกล่เกลี่ยในชั้นศาล ตอนนี้เคลียร์คดีกับคนในรัฐบาลจบเกลี้ยง เหลือเพียงคดีส่วนตัวกับ “กามิน” เท่านั้น พร้อมยันเดินหน้าใช้เวทีนางงามเป็นกระบอกเสียงสะท้อนสังคมต่อไป

บอสณวัฒน์ เผยว่า “คือเมื่อวานซืน กับเมื่อวานก็ขึ้นศาล แล้วก็ต้องขอบคุณผู้พิพากษาที่พยายามจะไกล่เกลี่ย ตอนแรกสถานการณ์ก็ไม่ค่อยดี ก็เจอกันคนละครึ่งทาง เราก็คิดว่าเราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเป็นแบบไหน ทุกคนคงเข้าใจได้ แล้วก็ผมเองศาลชั้นต้นยกฟ้องไปแล้วว่าไม่มีมูลเหตุที่จะฟ้อง แต่การอุทธรณ์ของท่านทำให้ศาลกลับมารับฟ้องได้ แล้วถ้าเราสืบ และผู้พิพากษา เราก็มั่นใจ แต่ว่าทางนั้นก็ยื่นไมตรีมาว่าขอเจอกันคนละครึ่งทางเพื่อลดปัญหา เราก็ยินดี ก็เลยเจอกันแบบนั้น สรุปก็คือจบคดีเมื่อวานนี้ ก็เลยอยู่บนศาลแค่ประมาณเที่ยง แล้ววันนี้จริงๆ ต้องสืบอีกวันก็ไม่ได้สืบแล้ว ก็ถือว่าคดีถึงสิ้นสุดกันไป ระหว่างผมกับท่าน ก็คงเข้าใจสถานการณ์ วันนี้ก็ดีใจกับท่านด้วยได้เป็นนายกฯ แล้ว ดีใจกับท่านด้วยจริงๆ ก็เป็นนายกฯ ดีแล้ว อันนี้ผมพูดตรงๆ นะ เพราะว่าอยากให้ท่านไปโฟกัสเรื่องใหญ่ๆ เรื่องระดับประเทศที่จำเป็นมากๆ เรื่องกระทบกระแทกกันด้วยเรื่องที่มันเป็นเรื่องปกติ เป็นผู้ป่วยจริง ผมว่าท่านเองก็คงจะเข้าใจในตรงนี้ด้วย”

“ไม่ได้เจอท่าน ได้เจอท่าน สส. ท่านหนึ่ง ที่ท่านมอบอำนาจมา เป็น สส. อยู่ในคณะใหม่ สำหรับผมถามว่าโอเคไหม ผมก็ต้องตอบว่าโอเค ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ทั้งหมด แต่เราต้องเข้าใจว่า เออ นั่นนะฮะ ทุกคนก็เข้าใจนะ เราก็แฮปปี้ตามนั้นละกัน มันจะได้จบๆ กันไป เพราะว่าก็ไม่อยากให้ทุกคนเป็นภาระซึ่งกันและกัน ไปดูน้ำมันแพงดีกว่า ไปดูน้ำมันไม่มีในปั๊มดีกว่า เอ๊ะ มันไม่มีจริงหรือมันยังไม่ขาย รอไว้ขึ้นราคาหรือเปล่า ควรจะไปทำงานอย่างอื่น (นี่ไม่ใช่แค่คดีเดียวใช่มั้ย?) ตอนนี้ผมกับรัฐบาลทุกคนก็จบสิ้นลงหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุณประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นคุณอนุทิน ไม่ว่าจะเป็นคุณปารีณา เราก็เคลียร์หมดแล้ว อันนี้เป็นคดีแรกที่ไกล่เกลี่ย ที่เหลือก็พิพากษาแล้ว ตอนนี้เหลือคดีเดียวคือกามิน ในชีวิตเหลือคดีเดียวครับ ซึ่งจะเริ่มสืบเดือนพฤษภาคมนี้ จริงๆ ผมก็ยังอยากพูดเพื่อ เขาเรียกว่าจุดความน่าสนใจให้คนในสังคมได้ตั้งคำถาม ได้เฝ้าสังเกต แต่เราก็ต้องยอมรับเหมือนกับคนที่ไปฟ้อง กกต. ทั้งๆ ที่รู้สึกเป็นแบบนั้น แต่ กกต. ก็ฟ้องกลับระเนนระนาด ถามผมว่าผมจะทำต่อไหม ผมก็ทำ เพราะว่าเรามาถึงจุดนี้แล้ว แต่ว่าก็ต้องวอนองค์กรอิสระและคนของรัฐบาลว่า คุณต้องเข้าใจหัวอกของคนที่เป็นคนไทยด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไร การที่คุณรับฟังมันคือการเอาใจใส่ แต่ถ้าคุณไม่ฟัง มันจะหมายถึงการเอาแต่ใจ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทุกอย่างมันเดินหน้าได้ เพราะมันใช้องค์กรที่มันเกี่ยวข้องกับระบบภาษีทั้งหมด เมื่อภาษีเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นเจ้านาย เราต้องนึกอยู่เสมอว่าเราคือเจ้านาย แล้วเจ้านายเนี่ยสอบสวนถามลูกน้องไม่ได้อะ กกต. แล้วก็ลูกน้องของประชาชนอะ มันก็แปลก พูดอย่างงี้เดี๋ยวจะฟ้องอีกหรือเปล่าไม่รู้ เวียนหัวมาก”

บอสณวัฒน์ เผยว่า “ส่วนเวทีมิสแกรนด์จะมีคำถามการเมืองไหม มีแน่ๆ ล้านเปอร์เซ็นต์เกี่ยวกับการเมือง เพราะนางงามตอบ นางงามก็ขึ้นศาล ก็ดูพัชรพร (น้ำ พัชรพร) กว่าจะเคลียร์กับลุงตู่ได้ ผมว่าเวทีมิสแกรนด์อยากเป็นเวทีที่หยิบยื่นประเด็นให้สังคมตระหนักคิด แต่ไม่ได้ชี้นำว่าใครเลวใครชั่ว และก็ไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสีใคร นำเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วมาพูด ไม่เคยเอาเรื่องในจินตนาการอนาคตมาเล่า อย่างเช่นผมพูดถึงเรื่องก็คือเรื่องโควิด ซึ่งเกิดเสร็จหมดแล้วทุกอย่างกับตัวเรา ถูกไหม อย่างพูดกับ กกต. เราก็พูดถึงเรื่องที่มันเกิดแล้ว เช่น เรื่อง QR Code เรื่องไม่ให้นับใหม่ เรื่องที่พิมพ์บัตรเกิน 3 ล้าน เรื่องที่พิมพ์โรงพิมพ์ของรัฐบาล มหาดไทยพิมพ์ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ว่าในใบจัดซื้อจัดจ้างมันมีบอกไหมว่าต้องมี QR Code มันไม่มี แล้วรับสินค้ากันยังไง อันนี้คือเรื่องเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องมาฟ้องผมนะ นี่มันเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นท่านมีหน้าที่อธิบาย หรือตอบข้อสงสัยของคนสงสัยเท่านั้นเอง”

“ส่วนเรื่องเวลาตอบนางงามมักจะตอบแรงเพื่อเอาใจ ผมว่ามันอาจจะมีสัก 10% ที่ต้องยอมรับว่าตอบแรง แต่ว่าโดยปกติแล้ว อยากให้ทุกคนทราบว่าเด็กในรุ่นเหล่านี้เนี่ยมันเป็นอย่างงี้กันเกือบหมดแล้ว พูดอะไรมันก็แรง อย่าไปหารุ่นคุณตาคุณยายเลย นั่นเขาไม่กล้าพูด เขาเกรงใจทุกคน ไปอำเภอยังไหว้เจ้าหน้าที่เสมียนอยู่เลย มาขอแบบฟอร์มลงทะเบียนทำบัตรประชาชนใหม่ ก็ไหว้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ไหว้ เจ้าหน้าที่ 20-30 อายุคุณตาคุณยาย 70 ไหว้ ผมว่าประเทศไทยมันแปลกๆ เด็กเหล่านี้เขานับถือสิทธิของเขาเป็นหลัก ก็ให้เขาพูดไปเถิด ดีแล้ว ถ้าเขาไม่พูดแบบนี้ ประเทศเราจะลำบาก”