เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ห้องประชุมสหกรณ์พัฒนาการประมงมหาชัย จำกัด (ตลาดทะเลไทย) หมู่ 1 ต.ท่าจีน อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร ผู้ประกอบการภาคประมง, อุตสาหกรรมต่อเนื่องประมง, หอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร, สมาคมการประมงฯ และผู้ประกอบการตลาดทะเลไทย ได้ร่วมกันแถลงผลกระทบอันเกิดจากภาวะวิกฤติน้ำมันแพง โดยมี นางอำไพ หาญไกรวิไลย์ ประธานสหกรณ์พัฒนาการประมงมหาชัย จำกัด ดร.ปรีชา ศิริแสงอารำพี ที่ปรึกษาอาวุโสหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร นายมงคล สุขเจริญคณา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นายนคร หาญไกรวิไลย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร นายมงคล มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร นายจุมพล ฆนวารี ประธานชมรมผู้ขายปลา จ.สมุทรสาคร นายพงศ์พัฒน์ ศิลาสุวรรณ ผู้ประกอบการแพปลา จ.สมุทรสาคร และคณะ ที่ได้ช่วยกันชี้แจงต่อสื่อมวลชนถึงภาพรวมของวิกฤติน้ำมันแพง และมีปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อการทำประมง รวมถึงการขนส่งสินค้าอาหารทะเล
โดย ณ ปัจจุบันมีเรือประมงจอดตายแล้วกว่า 30% หากภายในสิ้นเดือน มี.ค. นี้ ถ้ารัฐบาลยัง “แก้ไม่ตรงจุด” คือ ไม่สามารถหาน้ำมันมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคประมง ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมประมงต่อเนื่อง รวมไปถึงภาคการขนส่งอาหารทะเล ก็จะส่งผลกระทบทำให้เรือประมงต้องหยุดเรือเกือบ 100% ทั่วประเทศอย่างแน่นอน และไม่เพียงแค่นั้น เมื่อต้นน้ำไม่มีอาหารทะเลส่งขึ้นมาจำหน่ายบนบก กลางน้ำ ผู้ประกอบการก็ไม่มีวัตถุดิบในการจัดจำหน่าย แล้วปลายน้ำคือ ผู้บริโภคก็จะขาดแคลนอาหารทะเล รวมไปถึงการเลิกจ้างงานแรงงานจำนวนกว่า 1 แสนคน
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบลุกลามไปยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้ง หมู เป็ด กุ้ง ไก่ ฯลฯ ที่จะต้องใช้ปลาเป็ด (เศษปลา) มาทำเป็น “ปลาป่น” หรือ อาหารสัตว์ ก็จะเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในการทำอาหารสัตว์อย่างแน่นอน ทำให้ราคาอาหารสัตว์ และราคาเนื้อสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนทางด้านการขนส่งอาหารทะเล เมื่อน้ำมันบนบกมีปริมาณที่จำกัดและยากต่อการเติมนั้น ทางผู้ค้าต่างจังหวัดก็จะไม่มาซื้ออาหารทะเลไปจำหน่าย เพราะเกรงเรื่องของปัญหาน้ำมันหมดระหว่างการเดินทางไปและกลับ ซึ่งหากปล่อยไว้ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ ก็จะกลายเป็นความพังพินาศและความหายนะของห่วงโซ่อาหารได้ในอนาคต

นางอำไพ ได้ชี้แจงว่า สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือประมง ณ ขณะนี้ เข้าขั้น “วิกฤติขั้นสุด” น้ำมันขาดแคลน แม้จะมีเงินก็หาซื้อน้ำมันไม่ได้ เนื่องจากซัพพลายในตลาดหายไป และกลุ่มผู้ค้าน้ำมันรายย่อย ก็ไม่สามารถหาของมาส่งให้เรือประมงได้ ทำให้ราคาน้ำมันเขียวขยับพุ่งไปแตะไปที่ 40.80 บาทต่อลิตร (เงินสด) และ ราคา 40.90 บาท (เครดิต 10 วัน) จนชาวประมงแบกรับภาระไม่ไหวต้องหยุดทำการประมงในหลายพื้นที่ของ 22 จังหวัดชายทะเลทั่วประเทศไทย โดยตอนนี้หยุดไปแล้วราวๆ 30-50% โดยเฉพาะเรืออวนลากที่มีต้นทุนการใช้น้ำมันสูงสุด ก็ต้องหยุดทำมาหากินก่อนเป็นอันดับแรกๆ ตลอดจนเรือประมงชายฝั่งที่ไม่สามารถหาน้ำมันมาใส่เรือได้ ก็จะต้องยุติอาชีพการประมงไปเช่นเดียวกัน
“หากเรือประมงหยุดวิ่ง จะเกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ (Supply Chain) ที่รุนแรงกว่าช่วงโควิด-19 หลายเท่า เพราะถ้าเรือประมงหยุดจับปลา แรงงานประมงและลูกจ้างที่เกี่ยวเนื่องทุกประเภทก็จะตกงาน ตลาดค้าอาหารทะเลจะเกิดภาวะซบเซา เช่น ตลาดปลาของตลาดทะเลไทย ปัจจุบันยอดขายลดลงกว่า 60% เป็นต้น และหากเกิดผลระยะยาว ทางด้านของโรงงานแปรรูปอาหารทะเลกว่า 6,000-7,000 แห่งในสมุทรสาคร จะไม่มีวัตถุดิบผลิตสินค้า ก็ต้องเกิดการเลิกจ้างงาน คนงานจะตกงานกว่า 1 แสนคน อาหารทะเลขาดแคลน ราคาพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อร้านอาหาร โรงแรม และผู้บริโภคทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ภาคปศุสัตว์ เมื่อไม่มีปลา ก็ไม่มี “ปลาป่น” ซึ่งเป็นโปรตีนหลักในอาหารสัตว์ ส่งผลให้ราคาเนื้อหมู เป็ด ไก่ ไข่ และ กุ้ง พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย”
ทั้งนี้ ทางผู้ประกอบการฯ จึงวิงวอนขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการจัดหาน้ำมันดีเซล ในราคาเทียบเท่ากับหน้าปั๊ม หรือน้ำมันทดแทน ภายใน 7-10 วัน ตามที่ได้เคยมีการพูดคุยกับภาคประมงไว้แล้วนั้น ก่อนที่น้ำมันลอตสุดท้ายในเรือจะหมดลงในช่วงสิ้นเดือนนี้ พร้อมกันนี้ก็อยากให้เร่งผลิตน้ำมัน B20 ออกมาให้ชาวประมงได้ใช้โดยเร็วที่สุด เพราะน้ำมันชนิดนี้จะมีราคาที่ถูกกว่าหน้าปั๊ม 5 บาท ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนให้แก่เรือประมงและภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรมได้แล้ว ยังเป็นการต่อลมหายใจให้กับชาวประมงไปได้อีกเฮือกหนึ่งด้วย
ด้านตัวแทนฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าพ้นวันที่ 30 มี.ค. นี้ไปแล้ว รัฐยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ทุกอย่างจะหยุดชะงักโดยอัตโนมัติ และกว่าจะฟื้นระบบกลับมาได้ต้องใช้เวลานานมหาศาล ซึ่งถึงตอนนั้นความเสียหายต่อ GDP ประเทศอาจประเมินค่าไม่ได้”.



