จากกรณีอื้อฉาวการทุจริตออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (อ.1) ปลอม ในพื้นที่เทศบาลนครเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งต่อมาเทศบาลเกาะสมุยได้มอบอำนาจให้นิติกรเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เกาะสมุย ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการสังกัดกองช่าง หลังใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนข้อเท็จจริงนานร่วม 6 เดือน โดยมีการกระทำผิด ใบอนุญาตก่อสร้างให้กับโครงการก่อสร้างวิลล่าแห่งหนึ่งถึง 10 ใบ ขณะเดียวกันนายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย เตรียมนำมาตรา 39 (ทวิ) พ.ร.บ.ควบคุมอาคารมาใช้ พร้อมให้ยื่นคำขอได้ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อลดโอกาสทุจริต ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง ชาวบ้านและผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ทราบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อเหตุเพียงหนึ่งคนและกล่าวอ้างว่ารับสารภาพแล้ว ปรากฏว่ากลายเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างกว้างขวางโดยส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน จะมีความสามารถก่อเหตุตามลำพัง
ขณะที่แหล่งข่าวในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ขบวนการนี้อาจซับซ้อนกว่าที่เห็น โดยมีการตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลในหลายประเด็นว่า พนักงานระดับล่างจะมีอำนาจและความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะทำให้โครงการระดับร้อยล้านเชื่อถือ และยอมจ่ายเงินจำนวน 350,000 บาท หากไม่มีบุคคลที่มีบารมีหนุนหลัง และการเสี่ยงอนาคตราชการ ทั้งถูกโทษจำคุก โดยแลกกับเงินเพียง 350,000 บาท มองว่าไม่คุ้มค่าสำหรับพนักงานรัฐ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็นการ “เขี่ยออก” หรือใช้พนักงานชั้นผู้น้อยเป็น “แพะรับบาป” เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้สาวไปถึงตัวการใหญ่

ขณะนี้สังคมกำลังจับตาดูว่า การขยายผลจากคำรับสารภาพของพนักงานรายแรกจะนำไปสู่การทลายขบวนการทุจริตระดับท้องถิ่น หรือจะเป็นเพียงการปิดคดีโดยทิ้งความสงสัยไว้เบื้องหลังลายเซ็นปลอมเหล่านั้นต่อไป
ข่าวรายงานด้วยว่า โดยจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความแตกเรื่อง “ใบอนุญาต อ.1 ปลอม” ที่ออกให้กับโครงการก่อสร้างวิลล่าแห่งหนึ่งจำนวน 10 ใบ เนื่องจากมีนายช่างเขตเข้าตรวจโครงการขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและถูกสั่งให้แก้ไขแบบ แต่ทางผู้ประกอบการกลับยืนยันว่าได้รับใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว เมื่อนำเอกสารมาตรวจสอบต่อหน้านายกเทศมนตรี จึงพบว่าเป็น “ใบอนุญาต” ที่มีการปลอมแปลงลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ยกแผง ตั้งแต่ช่างเขตไปจนถึงนายกเทศมนตรี เพื่อตบตาว่าโครงการได้รับอนุมัติแล้ว ซึ่งนายช่างเขตคนดังกล่าว ได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.เกาะสมุย เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569
อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวทราบว่า โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่า จำนวน 10 หลัง ที่ถูกตรวจสอบพบเป็นของนักธุรกิจชาวไทยที่เข้าไปดำเนินการโครงการก่อสร้างวิลล่าในพื้นที่ อ.เกาะสมุย มาแล้วอย่างน้อย 2 โครงการ จึงมีเสียงเรียกร้องจากชาวบ้านในพื้นที่ให้เทศบาลดำเนินการตรวจสอบย้อนหลังถึงโครงการก่อสร้างอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจคนดังกล่าวว่าเป็นการใช้ใบอนุญาตที่ถูกต้องหรือไม่

ด้าน นายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย เตือนผู้ประกอบการอย่าหลงเชื่อบุคคลที่อ้างว่า “เคลียร์ได้” หรือ “เร่งด่วนได้” โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการแก้ไขแบบแปลนตามระเบียบราชการ เพราะหากใบอนุญาตนั้นไม่ใช่ของจริง โครงการจะมีความผิดฐานก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตทันที อาจทำให้โครงการต้องถูกระงับการก่อสร้าง หรือถูกสั่งรื้อถอน หรือไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าได้ ซึ่งความเสียหายทางธุรกิจนั้นมหาศาลกว่าเงินที่เสียไปหลายเท่าตัว และอาคารที่ได้รับใบอนุญาตปลอมมักไม่ได้ผ่านการตรวจสอบโครงสร้างและความปลอดภัยจากวิศวกรของเทศบาล หากเกิดอุบัติเหตุหรืออาคารพังถล่ม ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญาอย่างรุนแรง พร้อมสั่งการให้เร่งตรวจสอบโครงการอื่นๆ เพิ่มเติม และจะเพิ่มระบบการยื่นแบบเป็นออนไลน์ เพื่อปิดช่องว่างการเรียกรับผลประโยชน์ใต้โต๊ะในอนาคต.



