สถานการณ์วิกฤตพลังงานวันที่ 25 มี.ค.69 รัฐบาลประกาศความช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ 5 กลุ่ม ได้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร ผู้ทำอาชีพประมง ผู้รับเหมาภาครัฐ โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เช่น การเติมเงินเข้าบัตรคนจน ซึ่งมีฐานข้อมูลอยู่ที่ 13.4 ล้านคน และกลุ่มเกษตรกร ให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาปุ๋ยราคาถูกและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก แต่ยังไม่ได้ช่วยเหลือทันที รอจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อยก่อน
ภาพประชาชนต้องไปนอนรอคิวเติมน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตกรเพราะถ้าไม่มีน้ำมัน เครื่องสูบน้ำทำงานไม่ได้ พืชผลที่กำลังออกดอกผลจะเสียหายทันที เวทีเสวนา “FOOD WAR: สงคราม พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร” ณ SAMA GARDEN ไบเทค เมื่อเร็วๆนี้สะท้อนภาพวิกฤตราคาพลังงานที่กำลังลุกลามสู่ระบบอาหารของไทยอย่างเป็นลูกโซ่ ทั้งต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในตลาด

**ต้นทุนเกษตรผูกพลังงานไทยเสี่ยงหนัก!!
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิไบโอไทย อธิบายว่า ระบบเกษตรกรรมไทยในปัจจุบันพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง ไม่ใช่เพียงในขั้นตอนการขนส่ง แต่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ในขั้นตอนการผลิต เกษตรกรรมสมัยใหม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักรกลเกษตรที่ใช้น้ำมันดีเซล รวมถึงระบบสูบน้ำเพื่อการชลประทาน ขณะที่ในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว ยังต้องใช้พลังงานในกระบวนการแปรรูป การเก็บรักษาในห้องเย็น และการกระจายสินค้าผ่านระบบโลจิสติกส์ไปยังตลาดและห้างค้าปลีก ไม่นับรวมปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นทุนสำคัญและต้องผลิตจากดีเซลด้วย
ข้อมูลจากเครือข่าย BioThai ระบุว่า ต้นทุนการผลิตอาหารและเกษตรกรรมราว35% เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีคิดเป็นประมาณ29% และน้ำมันอีก12.9% สะท้อนว่าระบบอาหารทั้งระบบผูกกับพลังงานในระดับสูง
“น้ำมันเป็นเหมือนต้นทางของทุกอย่าง ตั้งแต่การปลูก การเก็บ การขน ไปจนถึงอาหารบนชั้นวางในห้าง เมื่อราคาพลังงานขยับ ต้นทุนทั้งระบบก็ขยับตามทันที” นายวิฑูรย์กล่าว

โดยต้นทุนการผลิตอาหารและเกษตรกรรมราว 35% เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ครอบคลุมตั้งแต่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง เครื่องจักรกลเกษตร ระบบสูบน้ำ ไปจนถึงการขนส่งและห่วงโซ่ความเย็น
ข้อมูลจากเครือข่าย BioThai ยังระบุว่า ต้นทุนปุ๋ยเคมีคิดเป็นประมาณ 29% และน้ำมันอีก 12.9% สะท้อนว่าระบบเกษตรไทยผูกกับพลังงานเกือบครึ่งหนึ่ง “น้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องขนส่ง แต่เป็นหัวใจของระบบอาหารทั้งหมด” นายวิฑูรย์กล่าว
วิฑูรย์ชี้ว่า ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีเกือบ99% ของการใช้ทั้งหมดโดยกว่า30–35% มาจากตะวันออกกลางและอีกส่วนจากยูเครน–เบลารุสทำให้เมื่อเกิดสงครามราคาปุ๋ยและพลังงานปรับตัวขึ้นทันที ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญภาวะต้นทุนเพิ่มขึ้น 50–80% หรือไม่สามารถเข้าถึงปุ๋ยได้

**วิกฤตอาหารโลก“กำไรพุ่งในฝั่งทุน”
นายวิฑูรย์ ระบุว่า วิกฤตพลังงานและอาหารในปัจจุบันสะท้อนความไม่สมดุลของโครงสร้างโลกโดยหลังสงครามยูเครนปี2022 บริษัทปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของโลกมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งYara ที่เพิ่มขึ้นกว่า600% CF Industries มากกว่า300% และNutrien กับMosaic มากกว่า100% เพียง4 บริษัทมีกำไรสุทธิรวมเพิ่มจากราว2.1 แสนล้านบาทเป็นกว่า6.2 แสนล้านบาทภายในปีเดียวขณะที่ในอีกด้าน เกษตรกรกลับต้องซื้อปุ๋ยในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก
“วิกฤตอาหารคือวิกฤตที่คนเล็กคนน้อยเจ็บปวดที่สุด ต้นทุนสูง แต่กำหนดราคาไม่ได้” นายวิฑูรย์กล่าว

“เกษตรอินทรีย์”ปาดเหงื่อ!!ค่าสูบน้ำค่าขนส่งเพิ่ม
นางกนกพร ดิษฐ์กระจัน ประธานกลุ่มวิสาหกิจส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สะท้อนว่า แม้กลุ่มของตนจะทำเกษตรอินทรีย์ 100% และไม่พึ่งพาปุ๋ยเคมี แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะต้นทุนการสูบน้ำและค่าขนส่ง
“เราไม่ใช้เคมี แต่ยังต้องใช้น้ำมันสูบน้ำและขนส่งผัก ต้นทุนก็ขึ้นเหมือนกัน” นางกนกพรกล่าว พร้อมย้ำว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเกษตรเคมี แต่กระทบทั้งระบบ

“กลุ่มได้ปรับตัวโดยลดรอบการขนส่งจากเดิมหลายครั้งต่อสัปดาห์ เหลือสัปดาห์ละครั้งในรูปแบบพรีออเดอร์ เพื่อลดต้นทุนน้ำมันและช่วยคงราคาสินค้าไม่ให้กระทบผู้บริโภคมากเกินไป ซึ่งเป็นวิธีการรับมือที่ทำได้จริงในระดับชุมชน” นางกนกพร กล่าว
ทางรอดของเกษตรไทย“กลับสู่ฐานทรัพยากรชุมชน”
ทั้งนายวิฑูรย์ และนางกนกพร เห็นตรงกันว่า ทางออกระยะยาวของระบบอาหารไทยคือการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะพลังงานและปุ๋ยเคมี นางกนกพรเสนอแนวทางปฏิบัติในระดับพื้นที่ เช่น การทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์และผักตบชวา การใช้สมุนไพรควบคุมศัตรูพืช และการปลูกพืชหลากหลายเพื่อสร้างสมดุลในแปลงเกษตร
ขณะที่นายวิฑูรย์เสริมว่า งานวิจัยชี้ว่าไทยสามารถลดการใช้ปุ๋ยลงได้ถึง 35% โดยไม่กระทบผลผลิต และหากใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศอย่างเหมาะสม อาจลดการนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
“เราสามารถเปลี่ยนประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งน้ำมันหากเข้าใจระบบนิเวศเกษตร” นายวิฑูรย์กล่าว
วิกฤตพลังงานสู่ความมั่นคงอาหารต้องเปลี่ยนทั้งระบบ
เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่า วิกฤตพลังงานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจ แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงทางอาหารที่กระทบทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคในวงกว้าง โดยการแก้ปัญหาจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งระดับการผลิต การบริโภค และนโยบายรัฐ เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนในระยะยาว
“ของทุกอย่างมีอยู่ในชุมชนอยู่แล้วแต่ที่ผ่านมาเราไปพึ่งของข้างนอกมากเกินไป“



