เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ภายหลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกกลุ่มเบนซิน-ดีเซล ปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตร โดยกลุ่มพรีเมียมปรับขึ้นสูงสุด 8 บาทต่อลิตร มีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและการประกอบอาชีพของประชาชน

โดยบรรยากาศตั้งแต่คืนวานนี้ (วันที่ 25 มี.ค.) ที่ผ่านมา ก่อนการปรับขึ้นราคาน้ำมันนั้น พบว่าประชาชนจำนวนมากต่างตื่นตระหนก นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ออกมาเข้าแถวรอคิวเติมน้ำมันตามสถานีบริการต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และบางจาก บริเวณริมถนนวิภาวดีรังสิต ฝั่งขาเข้า พบว่ามีปริมาณรถจอดต่อแถวยาวเหยียดหลายร้อยเมตรเพื่อเร่งเติมน้ำมันในราคาเดิมก่อนการปรับขึ้น ส่งผลให้สถานีบริการน้ำมันบางแห่งต้องประกาศปิดให้บริการก่อนเวลาเนื่องจากน้ำมันหมดเกลี้ยงสต๊อก

ต่อมาในช่วงเช้าถึงบ่ายของวันที่ 26 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจสถานีบริการน้ำมันในย่านวิภาวดี 64 ต่อเนื่องไปถึงย่านลาดพร้าววังหิน พบว่าภาพรวมสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ปริมาณรถที่เข้ามาใช้บริการเบาบางลงกว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยจากการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว ไม่พบการติดป้ายประกาศน้ำมันหมดแต่อย่างใด และยังคงเปิดให้บริการตามปกติภายหลังมีการปรับราคาใหม่ขึ้นมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม พบข้อสังเกตว่ามีปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าววังหิน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีรถเข้ามาใช้บริการเนื่องจากทางปั๊มได้มีการนำป้ายมาติดตั้งระบุว่าน้ำมันหมด หรืออยู่ระหว่างรอการขนส่งน้ำมันเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเป็นสถานีบริการน้ำมันเพียงแห่งเดียวในย่านลาดพร้าววังหินที่ยังคงติดป้ายในลักษณะดังกล่าว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความเคลือบแคลงใจและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ประชาชนที่มาใช้บริการ โดยตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วน้ำมันในสต๊อกหมดลงจากการแห่เติมของประชาชนเมื่อคืนที่ผ่านมาจริงหรือไม่