เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยว่า หลักคิดก่อนเข้าเรื่อง
เมื่อเราพูดถึงการท่องเที่ยว เรามักนึกถึงรายได้ของประเทศ แต่ที่ผมจะชวนคิดเป็นสิ่งที่ต้องมาก่อน นั่นคือ ‘สิทธิของประชาชนคนไทยที่จะอยู่ในสังคมที่ปลอดภัย เป็นธรรม และได้รับการปกป้องจากความเสี่ยงทุกรูปแบบ “นี่คือหน้าที่ของรัฐ” ที่ทุกภาคส่วนต้องมาพิจารณาทบทวนและออกแบบให้เหมาะสมในยุคที่การท่องเที่ยวคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว”
แต่คือ “คุณภาพของนักท่องเที่ยว” ที่เข้ามาในประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ นักท่องเที่ยวบางส่วนใช้ช่องว่างของนโยบายฟรีวีซ่า (Free Visa) เข้ามาก่อเหตุ—ตั้งแต่เมาสุรา ก่อความวุ่นวาย ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น เครือข่ายหลอกลวง ยาเสพติด และการค้ามนุษย์
นี่ไม่ใช่แค่ “ปัญหาพฤติกรรมเฉพาะตัว” แต่คือ “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ต่อภาพลักษณ์ ต่อความปลอดภัย และต่อเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจาก “เปิดรับนักท่องเที่ยว” มาเป็น “คัดกรองนักท่องเที่ยว” โดยใช้ 3 แกนหลัก ได้แก่ (1) คัดกรองก่อนเข้า (Pre-Entry Screening) (2) ควบคุมพฤติกรรมระหว่างพำนัก (Behavioral Enforcement) (3) ออกจากประเทศทันทีเมื่อผิดกฎหมาย (Zero-Tolerance Exit Policy) (4) กลับมาด้วยความประทับใจ นักท่องเที่ยวคุณภาพ ประเทศที่มีคุณภาพ (Quality Tourism Loop)
1.คัดกรองก่อนเข้า (Pre-Entry Screening) แนวทางการคัดกรองก่อนเข้าประเทศต้องยกระดับจาก “ระบบเปิด” ไปสู่ “ระบบคัดเลือกอย่างมีหลักเกณฑ์” โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่า (Free Visa) ซึ่งควรกำหนดให้มีการ “รับทราบเงื่อนไขการเข้าประเทศ” ผ่านระบบดิจิทัล (Digital Consent) ตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับระบบลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-arrival system) เพื่อให้หน่วยงานด้านความมั่นคงสามารถประเมินข้อมูลผู้เดินทางได้ก่อนเดินทางมาถึงจริง ลดความเสี่ยงตั้งแต่ด่านแรก และสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการพำนักในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกติกาที่ชัดเจนในเชิงระบบ จำเป็นต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น Interpol Watchlist และฐานข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อใช้คัดกรองเชิงลึก ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometric) เช่น การจดจำใบหน้าและลายนิ้วมือที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อยืนยันตัวบุคคลและป้องกันการสวมสิทธิ เมื่อดำเนินการอย่างครบวงจร ประเทศไทยจะ เปลี่ยนจาก “ใครก็เข้าได้” ไปสู่ “เข้าได้ แต่ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง” ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัย ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณภาพนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

สรุปแนวทางสำคัญ คือ
- นักท่องเที่ยวที่ได้รับสิทธิ ยกเว้นวีซ่า (Free Visa) ต้อง “รับทราบและยอมรับเงื่อนไขการเข้าประเทศ” ผ่านระบบดิจิทัล (Digital Consent)
- จัดให้มี ระบบลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเดินทาง (Pre-arrival system)
- เชื่อมโยง ฐานข้อมูลด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้แก่
- บัญชีเฝ้าระวังของ องค์การตำรวจสากล (Interpol Watchlist)
*ฐานข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ - ใช้ ระบบระบุตัวตนทางชีวมิติ (Biometric) เช่น การจดจำใบหน้าและลายนิ้วมือ ตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง
***เปลี่ยนจาก “ใครก็เข้าได้” มาเป็น “เข้าได้ แต่ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง”
2.ควบคุมพฤติกรรมระหว่างพำนัก (Behavioral Enforcement) มาตรการควบคุมพฤติกรรมระหว่างการพำนักต้องเริ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศ โดยรัฐต้องสื่อสารอย่างชัดเจนว่า “การกระทำผิดกฎหมายย่อมหมายถึงการสิ้นสุดสิทธิในการพำนักทันที” เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นสิทธิที่มาพร้อมความรับผิดชอบ ควบคู่กับการยกระดับบทบาทตำรวจท่องเที่ยวให้เป็นแนวหน้าของความเชื่อมั่น และเสริมด้วยระบบ Smart Surveillance เช่น กล้องอัจฉริยะและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงอย่างแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนหรือพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นในขณะเดียวกัน การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การทะเลาะวิวาท การมึนเมาในที่สาธารณะ หรือความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมอย่างแก๊งสแกม จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถป้องกันและระงับเหตุได้ล่วงหน้า เมื่อทุกมาตรการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะเปลี่ยนจาก “การจับหลังเกิดเหตุ” ไปสู่ “การรู้ก่อน ป้องกันก่อน” ลดอาชญากรรม พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และเอื้อต่อนักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะยาว
มาตรการสำคัญ แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวชัดเจนตั้งแต่เข้า:
“การกระทำผิดกฎหมาย = สิ้นสุดสิทธิพำนักทันที”
-เพิ่มบทบาท ตำรวจท่องเที่ยว ควบคู่กับระบบ การเฝ้าระวังอัจฉริยะ (Smart Surveillance)
-ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง:
*ทะเลาะวิวาท มึนเมาในที่สาธารณะ
*เครือข่ายสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซนเตอร์ (scam / call center)
*** เปลี่ยนจาก “จับหลังเกิดเหตุ” มาเป็น “รู้ก่อน ป้องกันก่อน”
3.ปลายทางของนโยบายคือ “ไม่ยอมทนให้มีข้อยกเว้น ออกจากประเทศทันที” (Zero-Tolerance Exit Policy) หลักการสำคัญของมาตรการนี้คือ เมื่อมีการกระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย ต้องนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิพำนักทันที (Visa Void) ควบคู่กับการดำเนินคดีตามกฎหมายไทย และการเนรเทศภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน เช่น 24–72 ชั่วโมง โดยเฉพาะในกรณีอาชญากรรมร้ายแรง อาทิ ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวง (Scam) รวมถึงการค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี จะต้องใช้มาตรการเข้มงวดสูงสุด ได้แก่ การขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ระยะยาวหรือตลอดชีวิต และการบันทึกข้อมูลชีวมิติ (Biometric) เพื่อป้องกันการกลับเข้าประเทศอีก
ในเชิงนโยบาย มาตรการดังกล่าวต้องถูกออกแบบให้สมดุลในทุกมิติ โดยด้านความมั่นคงจะช่วยลดความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติและปิดช่องโหว่การใช้วีซ่าในทางที่ผิด ด้านเศรษฐกิจจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงเข้ามา สร้างรายได้ที่ยั่งยืน และลดต้นทุนแฝงจากอาชญากรรม ขณะที่ด้านภาพลักษณ์ประเทศจะยกระดับประเทศไทยให้เป็น “จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย” ไม่ใช่พื้นที่หลบภัยของผู้กระทำผิด และในมิติกฎหมายระหว่างประเทศ มาตรการต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เลือกปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายต้องระมัดระวังความเสี่ยงเชิงนโยบาย โดยหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำหรือมาตรการที่พุ่งเป้าไปยังเชื้อชาติใดเป็นการเฉพาะ ต้องยึดหลักกระบวนการยุติธรรม (Due Process) อย่างเคร่งครัด และมีระบบกำกับเพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทั้งหมดนี้จะทำให้ประเทศไทย สามารถเปลี่ยนจากแนวทาง “จับแล้วปล่อย” ไปสู่ “จับแล้วจบ ไม่กลับมาอีก” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน
4.กลับมาด้วยความประทับใจ: นักท่องเที่ยวคุณภาพ ประเทศที่มีคุณภาพ (Quality Tourism Loop) แนวคิดของนโยบายนี้ไม่ใช่เพียง “การคัดคนออก” แต่คือการ “คัดคนเข้า + สร้างประสบการณ์ที่ดี + ทำให้เขากลับมาอีก” โดยขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศการท่องเที่ยวคุณภาพ (Tourism Quality Ecosystem) ที่ครบวงจร เริ่มจากการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้นักท่องเที่ยวคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ต่อด้วยการดูแลระหว่างพำนักให้เกิดความสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม สร้างความประทับใจจนเกิดความทรงจำที่ดี และนำไปสู่การบอกต่อในระดับโลก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้ “ความเชื่อมั่น” ที่มีค่ามากกว่างบประมาณด้านการตลาดใด ๆ
ในเชิงมาตรการ ต้องสร้างประสบการณ์ “ปลอดภัยและเป็นธรรม” ด้วยมาตรฐานสากลและความโปร่งใสด้านราคา ควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวอัจฉริยะ เช่น แอปบริการแบบครบวงจร ระบบ AI และ CCTV เพื่อบริหารจัดการเชิงรุก พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศสู่ ความปลอดภัย อัจฉริยะ และมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจ “Safe, Smart, High-Value Destination” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และสื่อสารอย่างชัดเจนว่าไทยคือประเทศที่ปลอดภัย เป็นธรรม และมีระบบที่น่าเชื่อถือ ทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนจาก “การเน้นปริมาณ” ไปสู่ “การสร้างมูลค่า” และจาก “ประเทศท่องเที่ยว” ไปสู่ “ประเทศที่คนทั่วโลกไว้วางใจ”
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะออกแบบการท่องเที่ยวใหม่ให้คนดีเคารพกิติกาอยากมาและคนที่มาแล้ว อยากกลับมาอีก พร้อมพาโลกทั้งโลกกลับมาด้วยนักท่องเที่ยวคุณภาพ นำความสุขมาสู่ประชาชนคนไทยทุกคนและเสริมความมั่นคงของชาติให้มากยิ่งขึ้น



