ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ สศท. เปิดเผยว่า การรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection 2026 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปหัตถกรรมไทยในทุกสาขา เพื่อจัดทำการรับรองผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยให้มีรูปแบบการสร้างสรรค์ที่เป็นสากล   และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่มองหาสินค้าหัตถกรรมที่มีความสวยงาม  โดดเด่น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

สำหรับปี 2569 SACIT ได้สานต่อความสำเร็จ เดินหน้าจัดทำการรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection 2026 มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ ยอมรับ และเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่ได้รับการรับรอง ภายใต้ SACIT Craft Collection เป็นผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และใช้ประโยชน์ได้จริงในปัจจุบันอย่างร่วมสมัย รวมทั้งส่งเสริมให้การรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection เป็นที่ยอมรับ และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รวมทั้งยังเป็นการตอกย้ำถึงจุดเด่นของการรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection ที่เหนือกว่าการรับรองผลิตภัณฑ์ทั่วไป มุ่งเน้น “การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการยอมรับในระดับสากล” ไม่ได้เป็นเพียงการรับรองคุณภาพการผลิตพื้นฐาน แต่เป็นการคัดสรร และจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมตามคุณค่าเฉพาะตัวเพื่อตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่

โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้ SACIT Craft Collection 2025 ทั้ง 3 ประเภท ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2569 จำนวน 55 แบรนด์ สามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายรวมได้สูงถึง 13,791,676 บาท ตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันว่า การรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection ไม่ใช่เพียงแค่การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา และขับเคลื่อนศิลปหัตถกรรมไทยให้มีความโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม และสะท้อนความสำเร็จ    

การรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ภายใต้ SACIT Craft Collection แบ่งกลุ่มตามคุณค่าและอัตลักษณ์การรับรองออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ 1. Master Craft หรือหัตถศิลป์ระดับประเทศ ผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ชั้นครู สะท้อนฝีมืออันประณีต การเก็บรักษาองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการเชิดชูภูมิปัญญา ซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อันควรค่าแก่การยกระดับและสืบทอด 2. Trendy Craft : นวัตศิลป์เพื่อตอบสนองความต้องการของปัจจุบันและอนาคต ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่ต่อยอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ด้วยวัสดุ รูปแบบการใช้งาน และภาพลักษณ์ใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตตรงกับความต้องการ รสนิยมของผู้คนในปัจจุบัน

3. Conscious Craft : หัตถกรรมรักษ์โลก  ผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงหลักความยั่งยืนในหลากหลายมิติ ไม่ใช่ด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมชุมชนผู้ผลิต และสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะช่วยหล่อหลอมสังคมผู้ผลิต และผู้ซื้อให้เกิดระบบนิเวศงานหัตถศิลป์ที่ต่างคนต่างส่งเสริมกันอย่างยั่งยืน ทำให้ SACIT Craft Collection คือ การรับรองผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม แห่งคุณภาพและโอกาส ยกระดับจากงานหัตถกรรมท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมระดับ Premium ที่พร้อมส่งออก และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

สำหรับ หลักเกณฑ์การคัดสรรผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมเข้ารับรอง ภายใต้ SACIT Craft Collection ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านความเป็นเลิศเชิงช่าง (Craftsmanship) : ทักษะฝีมือเชิงช่างระดับสูง ที่ให้ความสำคัญกับเทคนิค ลวดลาย วัสดุ และความหมายในแต่ละผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาคุณค่าและความประณีตของงานคราฟต์ไว้ให้คงอยู่ ทั้งในด้านฝีมือ องค์ความรู้ และภูมิปัญญาของผู้สร้างสรรค์ พร้อมเสริมเสน่ห์เพื่อส่งต่อสู่ผู้บริโภคเพื่อให้เกิดการรับรู้ ชื่นชม และเกิดการหมุนเวียนในสังคมคราฟต์อย่างยั่งยืน

2. ด้านความสามารถทางการตลาด (Marketability) : ศักยภาพในการตลาดทั้งในและต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับรสนิยมสมัยใหม่ เพื่อให้งานคราฟต์เข้าถึงชีวิตประจำวัน และสามารถต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้ 3. ด้านความดั้งเดิม (Authenticity) : การอนุรักษ์สืบสานองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคนิค และความสำคัญของงานศิลปหัตถกรรมไทยแบบดั้งเดิม โดยให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาและสะท้อนภูมิปัญญา องค์ความรู้ และเทคนิควิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเน้นการรักษารากเหง้าควบคู่กับความทันสมัย และให้ความสำคัญกับชิ้นงานที่มีความเป็นต้นฉบับ ไม่เกิดจากการลอกเลียนแบบ เพื่อเน้นย้ำเสน่ห์และความคิดสร้างสรรค์ของตัวให้ผู้ผลิตเอง

4. ด้านนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ (Innovation and Creativity) : ในขณะที่ยังคงรักษาองค์ประกอบดั้งเดิมไว้ ผลิตภัณฑ์สามารถนำเสนอแนวทางการสร้างสรรค์อย่างร่วมสมัย เพื่อสืบสานให้องค์ความรู้ดั้งเดิมยังดำรงอยู่ได้อย่างร่วมสมัย ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่แสดงออกซึ่งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานศิลปหัตถกรรม โดยมีความโดดเด่นด้านการออกแบบรูปลักษณ์ การใช้งาน และการเล่าเรื่องที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และบริบทปัจจุบัน พร้อมแสดงให้เห็นแนวทางและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของงานศิลปหัตถกรรมไทย ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลิต และ 5. ความยั่งยืน (Sustainability) : สนับสนุนการใช้วัสดุ กระบวนการผลิต และแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน ใส่ใจต่อสังคม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กับความยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ที่เน้นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ กระบวนการผลิตที่รับผิดชอบ และการสร้างรายได้ให้ชุมชนผู้ผลิต เพื่อให้ศิลปหัตถกรรมไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติ