เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
โดยนายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการทุจริตในระดับที่น่ากังวล ทุกครั้งที่มีการทำโพลถามความความเห็น ปัญหาที่ประชาชนกังวลมากเป็นอันดับต้นๆ ยังคงเป็นเรื่องคอร์รัปชันเสมอ หมายความว่าเรายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง สะท้อนผ่านค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI : Corruption Perceptions Index) ที่ยังจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง มาจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนขาดจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ และใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อีกทั้งระบบยังเปิดช่องโหว่ให้ผู้ทุจริตเห็นว่าทำได้ ประกอบกับขาดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอมอบนโยบายเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ยกระดับระบบการป้องกันการทุจริตให้รัดกุม โดยการกำหนดมาตรการป้องกันการเรียกรับสินบนในกระบวนการอนุมัติ อนุญาต การออกเอกสารสิทธิต่างๆ รวมทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยต้องมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบเท่านั้น แต่ต้องเห็นผลจริงด้วยเป้าหมายสำคัญ คือ ไม่มีการทุจริต และไม่มีการเรียกรับสินบนในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดของแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในการยกระดับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้น ทั้งนี้ CPI ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
นายกฯ กล่าวอีกว่า มีตัวเลขที่น่าตกใจ ผลการประเมินล่าสุด ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้คะแนน CPI 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ และอยู่ในลำดับที่ 8 ของอาเซียน ถือว่าอยู่ในลำดับท้ายๆ ของภูมิภาค และของโลก ซึ่งในฐานะคนไทยถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย การแก้ไขปัญหาการทุจริต และการยกระดับคะแนน CPI จะไม่สามารถบรรลุผลได้ หากปราศจากความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน แต่ความร่วมมือนั้นจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ด้วยการออกระเบียบที่ไม่สิ้นสุด แต่ต้องเกิดจากการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรที่ให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์สุจริต
“ในฐานะที่พวกเราเป็นข้าราชการ และเป็นคนไทยถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอาย ผมมีโอกาสหารือเรื่องนี้กับเลขาธิการ ป.ป.ท. และแจ้งว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ความเป็นประเทศไทยจะถูกลดความสำคัญลง ไปเจรจาการค้าหรือพูดคุยกับใครในระดับประเทศ ถ้าเขารู้สึกว่าประเทศนี้ขี้โกงคุยกับคนขี้โกงอยู่ ไม่มีวันที่เราจะมีโอกาสต่อรองหรือเจรจาอะไรที่จะทำให้เราได้เปรียบง่ายๆ ส่วนตัวไม่เชื่อว่าระบบราชการไทยจะโกงกันทุกที่ ไม่เช่นนั้นคงมาถึงวันนี้ไม่ได้ ผมเคยสอบถามเลขาฯ ป.ป.ท. ว่า CPI วัดอย่างไร ได้คำตอบว่า เรื่องที่ต้องแก้คือภาพลักษณ์ ผมเชื่อว่าเราทุกคนรู้สึกเหมือนกันว่าเราไม่ได้ทำอะไรขนาดนั้น แต่ระบบทำให้เราถูกมองแบบนั้น รู้สึกเช่นนั้น จึงต้องมาแก้ที่ต้นตอ ดังนั้น เลขาฯ ป.ป.ท. จะต้องยกระดับคะแนน CPI ขึ้นมาก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ข้าราชการ และภาครัฐก็ต้องทำให้เห็นว่ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง” นายกฯ กล่าว



