นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ได้สรุปอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) เรียกเก็บในงวดเดือน พ.ค.–ส.ค. 69  ค่าไฟฟ้างวดใหม่เฉลี่ยอยู่ที่หน่วยละ 3.95 บาท  (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือปรับเพิ่มขึ้นหน่วยละ 7 สตางค์ จากงวด ม.ค.-เม.ย. อัตราหน่วยละ 3.88 บาท โดยการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน ประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็นหน่วยละ 13.43 สตางค์ มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

“กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว”

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25–31 มีนาคม 2569 มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 340 ความเห็น โดยพบว่า ร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กลไก Claw back มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า

นายพูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ต้องเรียนว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน”

ทั้งนี้หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน