กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) หรือ Thailand RISE Fund โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (ระบบ ววน.) เพื่อระดมความคิดเห็นและรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อหาแนวทางแก้ไข “วิกฤตพลังงานและ ปัญหาฝุ่น PM2.5” ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศ โดย ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติร่วมประชุมด้วย ซึ่ง ศ.เกียรติคุณ ดร. นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ให้การต้อนรับ

โดยที่ประชุมได้ระดมแนวคิดและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ คือ การยกระดับบทบาทของระบบ ววน. จาก “ผู้สนับสนุนทางวิชาการ” ไปสู่ “กลไกหลักของประเทศ” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่มีฐานจากงานวิจัยและนวัตกรรม ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และ สกสว. ในฐานะหน่วยงานหลักของระบบ ววน. จะทำหน้าที่เป็น “System integrator” เพื่อนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านพลังงานและการจัดการฝุ่น PM2.5 จัดทำเป็น “ชุดข้อเสนอเชิงนโยบาย และชุดผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้” เสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ รวมทั้งการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การแก้ไขปัญหา พร้อมเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องแก่สาธารณะให้ทันต่อสถานการณ์

ดันผลงานวิจัยพลังงานสู่การใช้จริงในทันที
ที่ประชุมได้รวบรวมข้อเสนอจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานที่มีศักยภาพเพื่อนำไปใช้ได้ทันที และครอบคลุมทั้งมาตรการลดใช้พลังงาน การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงานเดิม เช่น การนำระบบ AI และ IoT มาใช้บริหารจัดการพลังงานในอาคารและหน่วยงาน ที่พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 20–30 รวมถึงเร่งเปลี่ยนผ่านยานพาหนะและอุปกรณ์ไปสู่ระบบไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน พร้อมขยายการใช้พลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์ในระดับชุมชนและภาคการผลิต ควบคู่กับการต่อยอดพลังงานชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศ คือ ไบโอดีเซลและไบโอแก๊ส ที่มีการใช้งานจริงและเห็นผลเป็นรูปธรรมในด้านเศรษฐกิจและการลดคาร์บอน

ขณะเดียวกันมีการเสนอให้ยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงานเดิม อาทิ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผสมในภาคเกษตรและขนส่ง และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
ใช้ผลงานวิจัยแก้ฝุ่นPM2.5ครอบคลุมทุกมิติทั้งสุขภาพ-พื้นที่

ในด้านการแก้ปัญหา PM2.5 สกสว. ได้รวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมขยายผลทันที ครอบคลุมทั้งการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ และระบบข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ เช่น ห้องปลอดฝุ่นและมุ้งกันฝุ่น ซึ่งมีการใช้งานจริงในกลุ่มคนเปราะบาง ควบคู่กับแพลตฟอร์ม “พักปอด” ที่เชื่อมโยงบริการห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชนเข้าถึงได้ รวมทั้งจะพัฒนาระบบข้อมูลและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อบริหารจัดการไฟป่าและการเผาในภาคเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคาดการณ์และเฝ้าระวัง เช่น FireD และ Fuel Wise การกำหนดแนวกันไฟ การติดตามสถานการณ์ไฟแบบเรียลไทม์ รวมถึงการประเมินความเสียหายหลังเหตุการณ์ ซึ่งหลายระบบมีการนำไปใช้ในพื้นที่จริงแล้วและสามารถขยายผลได้ทันที

ด้านมิติสุขภาพ กองทุน ววน. มีความพร้อมในการขยายผลการใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ภาพรังสีทรวงอก (Chest AI X-ray) ที่โรงพยาบาลกว่า 450 แห่งทั่วประเทศนำไปใช้แล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองโรคปอดและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า วิกฤตนี้เป็น “โจทย์และความท้าทายเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องอาศัยการบูรณาการทั้งเทคโนโลยี มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ สังคม และกลไกเชิงนโยบายควบคู่กันไป และต้องอาศัยองคายพจากทุกกระทรวง และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ จึงให้ สกสว. และหน่วยงานในระบบ ววน. เร่งจัดทำข้อเสนอจากผลงานที่มีอยู่ และจัดลำดับมาตรการที่ต้องดำเนินการทันที พร้อมแนวนโยบายและการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลเพื่อการรองรับวิกฤตของประเทศ และเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลในระยะต่อไป
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสะท้อนบทบาทของ สกสว. ในการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ (Research Utilization) อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการผลักดันให้ระบบ ววน. ก้าวขึ้นมาเป็น ‘กลไกสำคัญ’ ในการเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤต พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและวางรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน



