แล้วสงกรานต์รอบนี้ มาตรการคุมประพฤติวางแผนเข้มข้นมากแค่ไหน “ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถาม นางยศวันต์ บริบูรณ์ธนา รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ฉายภาพสถานการณ์คดีเมาขับและสถิติคดี “ยอดฮิต” บนท้องถนนว่า ปัจจุบันลดลงชัดเจน ยกตัวอย่าง สงกรานต์ปี 68 มีคดีเมาขับ 6,100 คดี พร้อมตั้งข้อสังเกตหลังโควิด-19 ซึ่งงดกิจกรรมประกอบกับการตระหนักรู้ที่มากขึ้น ช่วงปี 66-68 คดีเมาขับลดลงร้อยละ 15 ทำให้คดีคุมประพฤติลดลงไปด้วย
จังหวัด ‘ใหญ่’ อุบัติเหตุสูง
สำหรับคดีเมาขับและขับเสพ ในช่วงปีงบประมาณ 61-69 มีรวม 574,416 คดี ส่วนสถิติคุมประพฤติเฉพาะช่วงสงกรานต์ ระหว่างปี 61-68 มีรวมทั้งสิ้น 60,287 คดี ในจำนวนนี้เป็นเมาขับ 57,508 คดี ขับเสพ 2,673 คดี ขับประมาท 103 คดี โดย สงกรานต์ปี 68 มีผู้ถูกคุมประพฤติ 6,405 คดี แบ่งเป็น เมาแล้วขับ 6,100 คดี ขับเสพ 297 คดี ขับประมาท 6 คดี ขับรถเร็ว 2 คดี

จังหวัดที่มีพื้นที่ “ขนาดใหญ่” มักเกิดอุบัติเหตุสูง ได้แก่ กทม. อุบลราชธานี เชียงใหม่ ทำให้สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเหล่านี้ต้องรณรงค์เข้มข้นทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเทศกาล เฉพาะคดีเมาขับช่วงสงกรานต์ ปี 68 กทม.เป็นพื้นที่มีคดีสูงสุด 406 คดี ตามด้วย สมุทรปราการ 351 คดี และเชียงใหม่ 302 คดี
ใช้เสียงเหยื่อ ปลุกความตระหนักหลังพวงมาลัย
เสียงสะท้อนพฤติกรรมเมาขับกับการกระทำผิดซ้ำ นางยศวันต์ สะท้อนตัวเลขยังไม่สูงมากนัก ยกตัวอย่าง 3 ปีย้อนหลังมีประมาณ 2.4% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โฟกัสคือบุคคลที่เมาขับจะถูกประเมินระดับปัญหาการดื่ม หากอยู่ในระดับสูงต้องส่งบำบัด แต่ถ้าไม่สูงจะแยกเข้าโปรแกรมสร้างความตระหนักรู้หรือสร้างจิตสำนึก

เพราะส่วนหนึ่งของการดื่มแล้วไปจับพวงมาลัยคือ ขาดจิตสำนึกว่ามันส่งผลทั้งคนดื่มและคนอื่นด้วย ประเด็นนี้สิ่งที่มีส่วนช่วยคือ เวทีให้ผู้เมาขับได้ฟังเสียงสะท้อนผลกระทบของเหยื่อจากอุบัติเหตุเมาขับ
“กรณีมีความคิดว่าดื่มแล้วไปขับรถมันจะมีความผิดอย่างไร ตนมองว่าหากผู้ที่เมาขับได้ไปเห็นผลกระทบด้วยตัวเองจะช่วยสร้างจิตสำนึกได้ เช่น ไปเห็นกลุ่มคนที่ทุพพลภาพ นอนติดเตียง หรือนั่งรถเข็น จากผลพวงคนเมาขับ มันจะทำให้ตระหนักว่าทำร้ายผู้อื่นได้”
ขณะที่การขับเร็ว หรือขับประมาท มักเป็นคนที่มีลักษณะขาดวินัย ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร เช่น กลับรถในที่ห้ามกลับ เปลี่ยนเลนกะทันหัน เป็นต้น ในกลุ่มนี้สิ่งสำคัญต้องอบรมกฎหมายจราจร และให้มีส่วนร่วมออกมารณรงค์ทุกปี รวมถึงต้องร่วมทำงานบริการสังคม งานสาธารณประโยชน์ อย่างการมาร่วมปรับภูมิทัศน์ที่เป็นอาจเป็นอันตรายในจุดเสี่ยงต่างๆ ที่มักมีการฝ่าฝืนกฎจราจร

กำไล EM คุมซิ่ง-เมา
การติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ กำไล EM คุมประพฤติคดีเมาขับ หรือขับเร็ว เป็นดุลพินิจศาล และเป็นมาตรการเข้มข้น โดยเฉพาะ “จำกัดความเร็ว” หรือ “จำกัดรัศมี” การเดินทาง ห้ามออกนอกที่พักเกินระยะกี่กิโลเมตรในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเงื่อนไขที่จะทำให้กรมคุมประพฤติจะเสนอความเห็นเพิ่มเติมต่อศาลคือ กรณีบุคคลที่มีการกระทำความผิดมาก่อนแล้ว เช่น คดีเมาขับ หรือเมื่อเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติแล้วก็ยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข
“ช่วงเทศกาลมักมีคดีที่เข้าสู่การคุมประพฤติถึง 30% จากทั้งปี หากรณรงค์ลดการกระทำความผิดกฎหมายในช่วงเทศกาลได้ เราจะเหลือสถิติคดีที่ต้องดูแลลดลง สังคมปลอดภัยมากขึ้น”

สำหรับโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมเมาขับ แม้ผลลัพธ์ยังไม่ตอบโจทย์มากนัก ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นคือ เสนอศาลให้ใช้กำไล EM หรือยกเลิกการคุมประพฤติ และบังคับใช้ “โทษจำคุก” แทน ทั้งนี้ ส่วนใหญ่คดีเมาขับที่ศาลสั่งคุมประพฤติ มักเป็นผู้กระทำความผิดเพียง “ครั้งแรก” จึงต้องเน้นการให้โอกาส
ป่วยฉุกเฉิน “ภัยเงียบ” คนขับขี่
จากข้อสังเกตอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินอาจเกิดขึ้นฉับพลันขณะขับขี่ เช่น สโตรก ความดัน หรืออาการอื่น ๆ จนเกิดอุบัติเหตุ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่กรมคุมประพฤติเองเตรียมพร้อมรับมือผ่านการให้เจ้าหน้าที่หน้างาน โดยเฉพาะอาสาสมัครคุมประพฤติที่เดิมรับผิดชอบดูแลเมื่อพบผู้กระทำผิดที่ศาลมีคำสั่งคุมประพฤติแล้ว ต้องเพิ่มการสังเกตลักษณะที่อาจมาจากอาการป่วย เช่น อาการเดินเซ การพูดจาไม่รู้เรื่อง ต้องประเมินควบคู่กับสังเกตว่ามีกลิ่นแอลกอฮอล์ปะปนด้วยหรือไม่

สงกรานต์นี้-สถิติทรงตัว
มีการคาดการณ์การเดินทางอาจไม่คึกคักเท่าทุกปีจากผลพวงราคาน้ำมัน แต่ก็ประเมินว่าจะมีการใช้รถจักรยานยนต์เดินทางเล่นน้ำมากขึ้น จึงมองอุบัติเหตุอาจไม่เพิ่มแต่ก็ไม่ลดลง อยู่ระดับทรงตัว ในพื้นที่ชุมชนหรือถนนใหญ่รถจักรยานยนต์จะยังออกเล่นน้ำเป็นปกติแต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่อุบัติเหตุร้ายแรง โดยช่วงอายุผู้กระทำผิดที่ศาลสั่งคุมประพฤติมักจะอยู่ในวัยทำงาน อายุ 25-40 ปี ประกอบอาชีพรับจ้าง และเกือบทั้งหมด หรือ 90% เป็นเพศชาย
“การที่สังคมร่วมมือกันให้ความสำคัญ รณรงค์อุบัติเหตุทางท้องถนนที่ทำมานานมาแล้ว เริ่มผลิดอกออกผลจากสถิติอุบัติเหตุที่มีแนวโน้มลดลง สถิติคดีศาลสั่งคุมประพฤติก็ลดลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี” นางยศวันต์ ทิ้งท้าย.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



