พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)  เปิดเผยว่า สคส. ได้ตรวจสอบเชิงรุกและเฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ในช่วง 6 เดือน (ต.ค. 68–มี.ค. 69) มีการตรวจสอบรวมกว่า 590,001 หน่วย (ยูอาร์แอล) พบความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจำนวน 205 เรื่อง และสามารถดำเนินการแก้ไข “ข้อมูลรั่วไหล” ได้แล้วทั้งหมด ซึ่งกลุ่มที่พบความเสี่ยงการรั่วไหลมากที่สุด ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 159 เรื่อง หน่วยงานภาครัฐ 31 เรื่อง และ ภาคการศึกษา 15 เรื่อง ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าการทำงานเชิงรุกผ่านระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามในโลกออนไลน์ ยังตรวจพบการ “ประกาศขายข้อมูลส่วนบุคคล” รวม 14 เรื่อง แบ่งเป็นบนแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊ก จำนวน 8 เรื่อง และเว็บไซต์ใต้ดิน (ดาร์ก เว็บ) อีก 6 เรื่อง

นอกจากการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาแล้ว สคส. ยังเดินหน้าขยายผลเชิงลึกสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวม 6 คดีสำคัญ อาทิ ร่วมกับ ตำรวจจับกุมขบวนการซื้อ-ขายข้อมูลส่วนบุคคล  ขยายผลจับกุมเครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อหลอกส่งพัสดุเก็บเงินปลายทางในจังหวัดภูเก็ต  และตรวจสอบการใช้กล้องซีซีทีวี เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยซิมที่ไม่ได้ลงทะเบียนร่วมกับ กสทช. และตรวจสอบร่วมกับตำรวจ กรณีแพลตฟอร์มซื้อขายข้อมูลบนดิสคอร์ด และการทลายเครือข่ายขายซิมเด็กในสถานศึกษา  ขณะเดียวกันได้ติดตามภัยคุกคามอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของเว็บไซต์ซื้อขายข้อมูลในดาร์ก เว็บ, การโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ และการหลอกลวงผ่านโฆษณาออนไลน์ (เฟค แอด) ซึ่งพบแล้วกว่า 103 กรณี

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาแนวโน้มรายเดือน พบว่าสัดส่วนการรั่วไหลของข้อมูลมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน มี.ค. 69 ที่ผ่านมา ลดลงเหลือเพียง 0.02% จากช่วงก่อนหน้า สะท้อนผลลัพธ์ของมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุกและการบังคับใช้ กฎหมาย พีดีพีเอที่เริ่มเห็นผลชัดเจน และมุ่งมั่นยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยการตรวจสอบเชิงรุกถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการเข้าไปจัดการที่สาเหตุก่อนที่จะเกิดเหตุจนอาจเกิดความเสียหาย พร้อมเดินหน้าพัฒนากลไกการตรวจสอบเชิงรุกและการรับเรื่องร้องเรียน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตระหนักและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือพยายามทำให้ข้อมูลรั่วไหลต้องเป็นศูนย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทยในยุคดิจิทัล