เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 17 เม.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วยนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม.และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เข้าเยี่ยมชมความก้าวหน้าการพัฒนา “Super Station” หรือสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขตเมืองอย่างเป็นระบบและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
โดยมี รศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ หัวหน้าโครงการ Super Station ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.ตุลวิทย์ สถาปนจารุ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม และ ผศ.ดร.ปารเมศ กำแหงฤทธิรงค์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ น.ส.วรนุช สวยค้าข้าว ผอ.สำนักสิ่งแวดล้อม นายทศพล สุภารี รองผอ.สำนักสิ่งแวดล้อม และนางนทีทิพย์ จึงสมประสงค์ ผอ.สำนักงานสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ร่วมคณะ

สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง 5 ภาคี คือ กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศจีน (Chinese Research Academy of Environmental Sciences: CRAES), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท Lihe Technology (Hunan) จำกัด ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยมุ่งพัฒนาระบบตรวจวัดองค์ประกอบมลพิษทางอากาศ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้แบบครบวงจร นับเป็นระบบลักษณะนี้แห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งระบบนี้ได้นำมาติดตั้งที่ตึกของคณะสถาปัตยกรรม บนดาดฟ้าชั้น 9 ม.เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา

สำหรับ Super Station ประกอบด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงที่ทำงานแบบบูรณาการ ครอบคลุมหลายระบบย่อย ได้แก่ ระบบตรวจวัดมลพิษทั่วไป เช่น ก๊าซเรือนกระจก ฝุ่น PM10 และ PM2.5 รวมถึงก๊าซสำคัญ เช่น SO₂, NO₂ และ O₃ ระบบตรวจวัดองค์ประกอบทางเคมีในบรรยากาศ เช่น โอโซน สารประกอบ PANs และสารตั้งต้นของมลพิษ ระบบตรวจวัดองค์ประกอบของฝุ่นที่สามารถวิเคราะห์การกระจายตัวและที่มาของฝุ่น รวมถึงระบบควบคุมคุณภาพข้อมูล และระบบบริหารจัดการสถานีตรวจวัด

นอกจากนี้ ระบบยังสามารถตรวจวัดและวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงลึกของมลพิษ ทั้งโลหะหนัก สารอินทรีย์และอนินทรีย์ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เรดาร์สำหรับตรวจวัดโครงสร้างบรรยากาศในแนวดิ่ง และเครื่องมือวิเคราะห์เฉพาะทาง พร้อมรองรับการจัดการข้อมูลและควบคุมคุณภาพแบบครบวงจร
นายชัชชาติ กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของ Super Station คือเทคโนโลยีซึ่งสามารถตรวจวัดความสูงของชั้นบรรยากาศและสภาวะการกักตัวของมลพิษได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ทราบทิศทางการเคลื่อนตัวของฝุ่น รวมถึงวิเคราะห์องค์ประกอบทั้งทางกายภาพและเคมี เช่น องค์ประกอบโลหะ คาร์บอนอินทรีย์ (OC) และคาร์บอนธาตุ (EC) รวมถึงก๊าซมลพิษอื่น ๆ

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่ระบบวิเคราะห์กลาง (war room) ของกทม. เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยจะมีการประชุมร่วมกันทุกวันในช่วงเช้า เพื่อประเมินสถานการณ์ฝุ่นในแต่ละวัน และกำหนดมาตรการที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที เมื่อมีข้อมูลครบทั้งแหล่งกำเนิด องค์ประกอบ และสภาพอากาศ เราจะสามารถเลือกมาตรการได้ถูกจุดและถูกเวลา ทำให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีจากประเทศจีน มูลค่าหลายสิบล้านบาท โดยไม่ใช้งบประมาณของกทม. และเป็นแนวทางที่เมืองใหญ่ทั่วโลกใช้ในการบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ

นายชัชชาติ ยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัญหาฝุ่นในกรุงเทพฯ มีแหล่งกำเนิดหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ฝุ่นจากกิจกรรมในเมือง โดยเฉพาะยานพาหนะ ฝุ่นจากการเผาที่พัดพาเข้ามาจากภายนอก และปัจจัยด้านสภาพอากาศ เช่น ความสูงของชั้นบรรยากาศ (เพดานอากาศ) ซึ่งมีผลต่อการระบายตัวของฝุ่น
ที่ผ่านมา การตรวจวัดเพดานอากาศยังอาศัยข้อมูลจากการปล่อยบอลลูนตรวจอากาศวันละครั้ง ขณะที่ Super Station จะช่วยเติมเต็มข้อมูลส่วนนี้ด้วยการตรวจวัดแบบต่อเนื่องตลอดวัน ทำให้สามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์ แม้ในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงวิกฤต
นอกจากนี้ ยังช่วยให้เข้าใจการเกิดฝุ่นทุติยภูมิซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงและมีโอโซน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าฝุ่นเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดโดยตรง

ด้าน ดร.ดำรงค์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า โครงการ Super Station ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เป็นฐานในการตัดสินใจ และช่วยยุติข้อถกเถียงเรื่องแหล่งกำเนิดฝุ่น เนื่องจากสามารถระบุที่มาได้แบบเรียลไทม์ เครื่องมือนี้จะทำให้เราทราบทันทีว่าฝุ่นมาจากไหน และสามารถประเมินได้ว่ามาตรการที่ดำเนินการไปมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนในกรุงเทพฯ และประเทศไทย
ขณะที่ รศ.ดร.สุรัตน์ หัวหน้าโครงการ Super Station ระบุว่า ระบบดังกล่าวจะเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลของกทม. กรมอุตุนิยมวิทยา และสถานีตรวจวัดอื่นๆ เข้าสู่แพลตฟอร์มเดียวกัน โดยมีเซิร์ฟเวอร์หลักอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกแสดงผ่านแดชบอร์ดกลาง ทำให้ทุกหน่วยงานเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน และสามารถร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงใช้เทคโนโลยีเรดาร์ในการติดตามทิศทางการเคลื่อนที่ของฝุ่นและโครงสร้างบรรยากาศ

ทั้งนี้ จุดติดตั้ง Super Station จะทำหน้าที่เป็นสถานีตัวแทนของกทม. เพื่อสะท้อนภาพรวมคุณภาพอากาศของเมือง โดยหลีกเลี่ยงอิทธิพลเฉพาะจุด เช่น ริมถนน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถนำไปใช้วิเคราะห์เชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำ
โดยกทม.คาดว่า Super Station จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยใช้ข้อมูลเชิงลึกและเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวขับเคลื่อน นำไปสู่การกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา และยกระดับคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว รวมถึงสามารถขยายองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นของประเทศต่อไปได้ในอนาคต

” กทม.ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ การพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ช่วยให้เข้าใจปัญหาได้ลึกขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมและการบริหารจัดการคุณภาพอากาศในระยะยาว โครงการนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายมิติ ทั้งองค์ประกอบทางเคมี ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา และโครงสร้างบรรยากาศ เพื่อให้เข้าใจกลไกการเกิดฝุ่นอย่างครบถ้วน โดยในระยะต่อไป จะสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการประเมินประสิทธิผลของมาตรการควบคุมฝุ่นตามแหล่งกำเนิด ผ่านการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการดำเนินมาตรการได้อย่างเป็นรูปธรรม” หัวหน้าโครงการ Super Station ระบุ.



