นางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงการดำเนินมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยไม่เกิน 300,000 บาทต่อรายพร้อมกับฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรว่า นับตั้งแต่ดำเนินมาตรการมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.66 ถึงปัจจุบัน มีลูกหนี้เข้าร่วมแล้ว 1.43 ล้านราย วงเงินรวม 210,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งลูกหนี้ปกติ ลูกหนี้ผิดนัดที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย และลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ซึ่งสามารถช่วยลดภาระรายจ่ายและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่เกษตรกรรายย่อยได้จริง โดยช่วง 2 ปีแรกมีเกษตรกรมาปิดหนี้ก่อนกำหนดได้ถึง 79,000 ราย คิดเป็นมูลค่าหนี้รวมกว่า 11,000 ล้านบาท
ที่ผ่านมา ครม.อนุมัติกรอบเป้าหมายผู้เข้าร่วมมาตรการไว้ที่ 2.7 ล้านราย แต่ในระยะที่ 1 ปีงบประมาณ 66-67 มีเกษตรกรลงทะเบียนเข้าร่วมพักหนี้ 1.43 ล้านราย วงเงินมูลหนี้รวม 210,000 ล้านบาท แต่ต่อมาในระยะที่ 2 มีจำนวนลูกหนี้ที่ลงทะเบียนเหลือ 1.33 ล้านราย วงเงิน 203,000 ล้านบาท เนื่องจากลูกหนี้บางส่วนสามารถลืมตาอ้าปาก กลับมาชำระหนี้และปิดบัญชีได้ก่อนกำหนด ส่วนระยะที่ 3 ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล โดยมีลูกหนี้ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 820,000 ราย คิดเป็นวงเงิน 120,000 ล้านบาท
นางสาวพรหมกร กล่าวว่า นอกเหนือจากการพักชำระหนี้แล้ว ธ.ก.ส. ยังได้จัดให้มีมาตรการฟื้นฟูอาชีพควบคู่กันไปภายใต้แนวทาง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากพืชที่มีรายได้ต่ำไปสู่พืชที่มีมูลค่า พร้อมสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนรายละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการลงทุนและขยายอาชีพ โดย มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 300,000 ราย ได้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจน
ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการที่เป็นรูปธรรม คือ ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองบ้านนาคำ ตำบลคอนสาย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสมาชิกได้เข้าร่วมทั้งมาตรการพักหนี้และโครงการฟื้นฟูทักษะอาชีพของ ธ.ก.ส. จนสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตได้อย่างโดดเด่น จากเดิมที่ปลูกข้าวซึ่งมีกำไรเพียงไร่ละ 1,000 บาท และปลูกมันสำปะหลังที่มีกำไรไร่ละ 5,000 บาท แต่เกษตรกรในพื้นที่ได้หันมาผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพสูง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ จนสามารถสร้างรายได้สูงถึงไร่ละ 80,000 ถึง 120,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าเมื่อเทียบกับพืชเดิม
นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิตแบบออร์แกนิค การบริหารจัดการสวนตามมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพผลผลิตอย่างเป็นระบบ และการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้ผลผลิตมีตลาดรองรับที่ชัดเจนและราคากลางที่มั่นคง ทั้งตลาดชุมชน สถานศึกษา โรงพยาบาล และหน่วยงานภาครัฐภายในจังหวัด ตลอดจนการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
“ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้ ธ.ก.ส. เสริมความรู้และฟื้นฟูทักษะอาชีพให้เหมาะสมกับเกษตรกรแต่ละราย ผ่านการยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การสร้างอาชีพเสริมจากพืชระยะสั้น พืชหลังนา และสัตว์เลี้ยงมูลค่าสูง ตลอดจนการพัฒนาอาชีพเดิมด้วยการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐาน โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้เกษตรกรมีศักยภาพในการชำระหนี้ได้ด้วยตนเองภายหลังสิ้นสุดมาตรการ และสามารถหลุดพ้นจากกับดักหนี้ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”



