นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริง และขอเอกสารหลักฐาน กรณีมีผู้กล่าวหาประธาน กสทช.ส่อขาดคุณสมบัติ ภายใน 15 วัน ว่า ได้ส่งหนังสือขอขยายระยะเวลาไป 30 วัน หรือครบกำหนดประมาณวันที่ 21 พ.ค. เนื่องจาก ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือมาเมื่อวันที่ 7 เม.ย. และติดช่วงหยุดยาวสงกรานต์ทำให้ไม่สามารถเตรียมข้อมูลได้ทันใน 15 วัน
“ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องเก่า จริงๆ แล้วที่ผ่านมาทาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบไปหมดแล้ว โดยให้คณะกรรมการสรรหาเป็นคนพิจารณา แต่เมื่อมีการเสนอรายชื่อและมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก็ถือว่าจบ โดยก่อนการสรรหาฯ ประธาน กสทช. จะทำอะไร ก็ถือว่าไม่ผิด แต่เมื่อสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กสทช. ได้รับเลือกจากการสรรหาฯ แล้วก็ลาออกจากบอร์ดต่างๆ หรือการประกอบอาชีพแพทย์อยู่ เข้าใจว่าเป็นการทำก่อนได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งทั้งนั้น”
นายไตรรัตน์ กล่าวต่อว่า ทาง สำนักงาน กสทช. จะทำหนังสือตอบว่า เป็นเรื่องที่เกิดก่อนการเข้าสู่กระบวนการสรรหา ก็ต้องไปสอบถามคณะกรรมการสรรหาของวุฒิสภา ซึ่งเป็น สว. ชุดเก่าได้หมดวาระแล้ว ซึ่งก็จะทำหนังสือชี้แจงไปตามกระบวนการ ว่าเป็นเรื่องของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ที่จะเป็นผู้ตอบเรื่องคุณสมบัติ ไม่เกี่ยวกับสำนักงาน กสทช. แต่หากเป็นในส่วนที่ตอนเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้ว ทาง สำนักงาน กสทช. ก็สามารถชี้แจงได้อยู่แล้ว
ด้าน น.พ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์. ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์หลังประชุม บอร์ด กสทช. ว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. จะเป็นผู้ตอบกลับไปทาง ป.ป.ช. เพราะทำหนังสือสอบถาม มาทาง สำนักงานฯ เรื่องนี้ผมไม่ได้มีอะไรผิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทาง สำนักงาน ป.ป.ช. ทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐาน ปมประธาน กสทช. ถูกกล่าวหาว่า อาจขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม พร้อมตั้งคำถาม 3 ข้อว่า ใครมีอำนาจตรวจสอบ ใครมีหน้าที่ดำเนินการ และหากพบข้อเท็จจริง ขาดคุณสมบัติ สำนักงาน กสทช.ต้องเดินต่ออย่างไรตามกฎหมาย โดยกำหนดให้ส่งข้อมูลกลับภายใน 15 วัน


