เหตุใดโรงพยาบาลขนาดเล็กในพื้นที่ชายขอบถึงสามารถให้บริการที่มีความซับซ้อนสูงได้ในปริมาณที่มากกว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่บางแห่ง

ความสำเร็จของโรงพยาบาลแม่วงก์ไม่ได้เริ่มจากเครื่องมือที่ทันสมัยแต่เริ่มจาก “ทัศนคติ” ของทีมทันตแพทย์ที่หวังให้คนพื้นที่ห่างไกลได้รับบริการมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการฝังรากฟันเทียม ซึ่งมักจะเป็นบริการที่หาได้ยากในโรงพยาบาลระดับอำเภอขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัด


โรงพยาบาล 30 เตียงทำรากฟันเทียมได้

โรงพยาบาลแม่วงก์ถือเป็นแบบอย่างที่โดดเด่นมากในระดับประเทศสำหรับการจัดบริการ “ทันตกรรมในพื้นที่ห่างไกล”  โรงพยาบาลแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง (ระดับ F2) ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนในเขตอำเภอแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียง ให้บริการดูแลรักษาโรคทั่วไปครอบคลุมทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD)

นายแพทย์ธีร์สุทธิ ปีตวิบลเสถียร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่วงก์ เล่าว่า จุดเด่นสำคัญของโรงพยาบาลคือด้านทันตกรรม ภายใต้การนำของทันตแพทย์ปรีดา ประทุมมา หัวหน้าแผนกทันตกรรม ได้เข้าร่วมโครงการรากฟันเทียมพระราชทานฯ ทำให้มีผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการอย่างเป็นรูปธรรม และจากการสนับสนุนของ สปสช. ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถขยายขอบเขตการให้บริการได้กว้างขึ้น ลดภาระด้านต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยคนไทย

นายแพทย์ธีร์สุทธิ มองว่า การนำนวัตกรรมไทยอย่างรากฟันเทียมที่เป็นบริการทันตกรรมขั้นสูงมาใช้ในโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล มีความท้าทายและปรับตัวไม่น้อยจนเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับผู้ป่วย และทำให้มั่นใจ

“ในช่วงแรกยอมรับว่ามีความกังวลด้านความเชื่อมั่นอยู่บ้าง แต่ในช่วยเริ่มต้นเปิดให้บริการด้านนี้ ทันตแพทย์ปรีดาและทีมงานได้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดจนพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทยมีงานวิจัยรองรับและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง เมื่อนำมาใช้กับผู้ป่วยพบว่าตอบโจทย์การรักษาและมีต้นทุนที่ไม่สูง ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ในทางกลับกัน อุปกรณ์จากต่างประเทศนอกจากจะมีราคาสูงแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการฝึกอบรมบุคลากรและความครอบคลุมของอุปกรณ์บางประเภท”


เปลี่ยนข้อจำกัดของพื้นที่ให้กลายเป็นจุดแข็ง

“แม่วงก์โมเดล” ถูกนำมาใช้ในการถอดบทเรียนโครงการฟันเทียมและรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ ช่วยปี 2566เพื่อขยายผลไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศ รพ.แม่วงก์ ได้รับยกย่องเป็นโรงพยาบาลดีเด่นในการขับเคลื่อนโครงการนี้ โดยเฉพาะการใช้ “นวัตกรรมรากฟันเทียมไทย” (จากโครงการ PRK ของศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ หรือ TCELS) มาให้บริการแก่สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)

ความสำเร็จของ “แม่วงก์โมเดล” สะท้อนถึงการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างทัศนคติเชิงรุกของบุคลากรทางการแพทย์ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกล เข้ากับนวัตกรรมรากฟันเทียม ทำให้โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก สามารถฝังรากฟันเทียมให้ทัดเทียมกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งยังออกแบบระบบบริหารนัดหมายและการติดตามผลที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันการหลุดจากระบบการรักษา

ทันตแพทย์ปรีดา ประทุมมา หัวหน้าแผนกทันตกรรม เล่าถึงจุดเริ่มต้นงานด้านทันตกรรมที่กลายเป็นโมเดลสำคัญ ว่าเดิมทีโรงพยาบาลแม่วงก์เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน งานด้านทันตกรรมยังจำกัดอยู่เพียงการบริการพื้นฐานและมีจำนวนผู้ป่วยไม่มากนัก โดยเริ่มจากการคัดเลือกกลุ่มผู้ป่วยนำร่องที่เป็นผู้นำชุมชน อาทิ พระสังฆาธิการ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในช่วงแรกสามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัวผ่านโครงการพระราชทานฯ โดยไม่ต้องใช้สิทธิ สปสช. เมื่อผู้ป่วยกลุ่มแรกได้รับบริการที่มีคุณภาพและไม่พบปัญหา จึงเกิดการบอกต่อในชุมชนอย่างเป็นธรรมชาติ

ทันตแพทย์ปรีดาอธิบายว่า โครงการบริการรากฟันเทียมของโรงพยาบาลเริ่มต้นจากโครงการรากฟันเทียมพระราชทานฯ เน้นกลุ่มผู้ป่วยที่ใส่ฟันเทียมทั้งปาก ก่อนจะขยายการให้บริการมายังกลุ่มผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาแล้วกว่า 700 ราย ทั้งนี้ โครงการขับเคลื่อนด้วยทีมทันตแพทย์หมุนเวียน 5–6 คน ที่ร่วมพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการได้รับการสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์จากส่วนกลาง ช่วยลดภาระต้นทุนของโรงพยาบาล ส่งผลให้งบประมาณหลักถูกนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการอบรมเฉพาะทางได้อย่างเต็มที่ โครงการนี้จึงสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนและขยายโอกาสการรักษาให้แก่ประชาชนในวงกว้าง อีกทั้ง การนำเทคโนโลยี Dental CT Scan มาใช้ในโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับการวางแผนรักษาและการฝังรากฟันเทียมให้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น


รากฟันเทียมยกระดับคุณภาพชีวิต

ในกระบวนการเข้ารับการรักษารากฟันเทียมกรณีผู้ป่วยที่ใส่ฟันปลอมแล้วประสบปัญหา เช่น อาการเจ็บ หลวม หรือไม่กระชับ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยราว 10–20% ทั้งจากผู้ป่วยในพื้นที่และผู้ที่เคยรับบริการจากสถานพยาบาลอื่น ทางโรงพยาบาลยินดีรับดูแลต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขฟันปลอมชุดเดิม หรือการรักษาเพิ่มเติมด้วยการฝังรากฟันเทียมเพื่อเพิ่มความมั่นคงในการใช้งาน โดยกระบวนการรักษาจะใช้เวลาประมาณ 3–4 เดือน ซึ่งในระหว่างที่รอให้รากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกอย่างสมบูรณ์ สามารถจัดทำฟันปลอมชุดใหม่ควบคู่กันไปได้ทันที เพื่อให้พร้อมใช้งานได้ทันทีเมื่อรากฟันเทียมพร้อม 


ความมั่นใจในรากฟันเทียมนวัตกรรมของไทย

ทันตแพทย์ปรีดา ยืนยันว่า ตั้งแต่แรกเริ่มของโครงการรากฟันเทียมพระราชทานฯ มาจนถึงรากฟันเทียมในชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพ วัสดุและการผลิตหลักมาจากแหล่งผลิตเดียวกัน แต่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ส่งผลให้รากฟันเทียมแต่ละรุ่นมีคุณภาพดีขึ้นตามลำดับ 

“ในด้านต้นทุน หากเปรียบเทียบรากฟันเทียมของไทยมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศมักมีราคาสูง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าถึงการรักษาได้ยากกว่า การสนับสนุนนวัตกรรมไทยยังช่วยลดดุลการค้าและยับยั้งการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ ทั้งยังส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ในด้านอะไหล่และอุปกรณ์ยังมีความครบถ้วน ครอบคลุมหลายขนาด สามารถรองรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดแตกต่างกัน เช่น ผู้ที่มีกระดูกขากรรไกรขนาดเล็ก ก็สามารถเลือกใช้รุ่นที่เหมาะสมได้ จากประสบการณ์การใช้งานต่อเนื่องมาประมาณ 8–9 ปี พบว่ารากฟันเทียมมีความทนทานและใช้งานได้ดีเยี่ยม มีผู้ป่วยที่ติดตามผลมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงผู้สูงอายุที่ยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพและความคุ้มค่าของนวัตกรรมไทยได้อย่างชัดเจน”


นวัตกรรมเหมาะสมเปลี่ยนคุณภาพชีวิต

นายแพทย์ธีร์สุทธิ มองว่า โรงพยาบาลแม่วงก์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากในการสะท้อนให้เห็นว่า “นวัตกรรมที่เหมาะสม” สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนในชุมชนได้จริง กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนคือผู้ป่วยในโรงพยาบาลชุมชน หากเป็นรากฟันเทียมที่นำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนต่อเคสอาจสูงถึงหลักแสนบาท แต่เมื่อมีการนำนวัตกรรมของไทยมาใช้ ต้นทุนลดลงมาอยู่ที่ระดับหลักหมื่นบาท

จากประสบการณ์ของโรงพยาบาลแม่วงก์ พบว่ารากฟันเทียมไทยสามารถใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าโรงพยาบาลอื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน โดยมี สปสชเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุน อย่างไรก็ตาม การนำนวัตกรรมมาใช้ไม่เพียงเรื่องของอุปกรณ์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ทั้งทีมทันตแพทย์ การเตรียมตัวผู้ป่วย รวมถึงระบบสนับสนุนโดยรวมหรือ “Ecosystem” ของงานที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน หากองค์ประกอบเหล่านี้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะช่วยให้โรงพยาบาลอื่นนำไปปรับใช้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น” 

กรณีศึกษาจากโรงพยาบาลแม่วงก์ที่ดำเนินการสำเร็จมาแล้วหลายราย และได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้ป่วย แม้ผลลัพธ์อาจยังไม่เทียบเท่ากับอุปกรณ์จากต่างประเทศในบางมิติ แต่ในแง่ของการเข้าถึง และความครอบคลุม ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หัวใจสำคัญที่สุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ให้กลับมามีฟันที่ใช้งานได้และเคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น