ทั้งสามแห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในความดูแลของ “กองทัพบก” เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวซึ่งว่ากันว่ามีมากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการของประเทศไทย ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกองทัพบก
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของกองทัพบกซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการกีฬามากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ พิพิธภัณฑ์ทหาร อนุสรณ์สถาน สนามกีฬา แหล่งธรรมชาติ ตลอดจนโครงการพระราชดำริและโครงการศิลปาชีพ ให้สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่มีเอกลักษณ์ ปลอดภัย และเข้าถึงได้
ททท. จะร่วมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการเดินทางในเขตท่องเที่ยวพื้นที่ทหาร ผ่านช่องทางสื่อของ ททท. ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการให้คำปรึกษาและกำหนดมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว การจัดการนักท่องเที่ยว และมาตรฐานการบริการและการพัฒนาระบบ One Stop Service พร้อมประสานความร่วมมือภาคเอกชนเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและจัดกิจกรรม รวมทั้งสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวในเขตทหารสร้างรายได้สู่ชุมชนโดยรอบ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย


ขณะที่กองทัพบกจะจัดสรรพื้นที่ทหารที่เหมาะสมสำหรับกิจกรรมท่องเที่ยว การกีฬา นันทนาการ และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งถ่ายทอดประวัติศาสตร์และสะท้อนความสำคัญของสถาบันหลักของชาติผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงผ่านการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย
แต่ก่อนที่จะออกไปตระเวนให้ทั่วทั้ง 400 กว่าแห่งที่ว่านั้น แนะนำให้มาชมความงดงามของอาคารที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น “พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ” อยู่ภายในกองบัญชาการกองทัพบก
เป็นเวลา 77 ปี ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าตั้งอยู่ ณ ถนนราชดำเนินนอก โดยย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่ ณ เขาชะโงก เมื่อ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 เล่ากันว่าครั้งนั้น นักเรียนนายร้อยทั้งหมดเดินเท้าจากถนนราชดำเนินไปยังกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า ราบ 11 เพื่อขึ้นรถต่อไปยังเขาชะโงก


อาคารเก่าที่ว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2452 สมัยรัชกาลที่ 5 เดิมคือ อาคารกองบัญชาการ กองทัพบกพิจารณาเห็นว่าเป็นอาคารที่มีความเหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์กองทัพบก จึงได้อนุมัติหลักการให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นวันแรกเมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ซึ่งตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี
ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งการจัดแสดงเป็น 5 ห้อง ได้แก่ “ห้องพระบารมีปกเกล้าฯ” อยู่ที่ชั้นที่ 3 ของอาคาร ประดิษฐานพระบรมรูปขนาดเท่าพระองค์จริงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงวางรากฐานกองทัพไทยให้มีความทันสมัย และพัฒนากองทัพให้มีประสิทธิภาพก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ รวมทั้ง “คทาจอมพล” เครื่องประดับเกียรติยศสูงสุดทางการทหารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้แก่ทหารชั้นยศจอมพลที่ประกอบคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ


ลงมาชั้นที่ 2 “ห้องจอมทัพไทย” จัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจขององค์พระมหากษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมหาราชในประวัติศาสตร์ชาติไทย รวมทั้ง “ธงชัยเฉลิมพล” เครื่องหมายแห่งชัยชนะประจำหน่วยถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นเกียรติยศสูงสุดของหน่วยทหารนั้น ๆ ทั้งยังสื่อถึงความสำคัญขององค์พระมหากษัตริย์ในฐานะจอมทัพไทย โดยมี “ธงจุฑาธุชธิปไตย” ธงชัยเฉลิมพลประจำกองทัพธงแรกของไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นำธงตราแผ่นดินมาพระราชทานเพื่อแทนพระองค์ไปในกองทัพที่ยกไปปราบฮ่อที่เข้ามาก่อการจลาจลในแคว้นหัวพันห้าทั้งหกและแคว้นสิบสองจุไท เมื่อปี พ.ศ. 2428 ด้วย
ชั้นเดียวกันยังมี “ห้องการปฏิบัติภารกิจที่สำคัญของกองทัพบก” ซึ่งจัดแสดงภารกิจที่สำคัญของกองทัพบกในปัจจุบันที่มีบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบในหลายมิติ ทั้งด้านการป้องกันประเทศ และการรักษาความมั่นคงภายใน รวมถึงจัดแสดงเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพร่วมกับสหประชาชาติ


ชั้นล่างสุดเป็น “ห้องจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์” จัดแสดงเหตุการณ์จำลองวีรกรรมการรบทางบกครั้งสำคัญของไทย โดยมีอาวุธประเภทฟันและแทง ซึ่งใช้ในการรบสมัยโบราณ เช่น ดาบ กระบี่ หอก ง้าว และทวน จัดแสดงไว้ด้วย ฝั่งตรงข้ามคือ “ห้องอาวุธ” มีการจัดแสดงอาวุธปืนซึ่งกองทัพบกนำไปใช้ในราชการสงครามตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายจนถึงสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งมีการจัดแสดงวิวัฒนาการเครื่องแบบที่ใช้ในแต่ละยุคสมัย มีหมวกทหารในกรณีพิพาทอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ทายาทได้นำมามอบให้ทางพิพิธภัณฑ์ซึ่งยังคงมีรอยกระสุนให้เห็น ทั้งยังมีแผ่นป้ายชื่อประจำตัวทหารรูปวงกลมมีรอยปรุตรงกลางตามแบบทหารฝรั่งเศส ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้าคู่อย่างที่เห็นในยุคหลัง
พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ เปิดให้เข้าชมฟรี วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.00 น. เข้าชมเป็นหมู่คณะติดต่อล่วงหน้า สอบถาม โทร. 0 2297 8058 มาแล้วก่อนกลับอย่าลืมแวะอดีตห้องธำรงวินัยที่อยู่ใต้บันได ซึ่งปัจจุบันเป็นร้านกาแฟ มีผนังให้ผู้มาเยือนได้เซ็นชื่อไว้เป็นที่ระลึกด้วย



