นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยในการแถลงวิสัยทัศน์การทำงานครั้งแรกเข้ามารับตำแหน่งว่า ในปี 69 ธนาคารตั้งเป้าหมายยกระดับการดำเนินงาน เพื่อเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต ให้สามารถเข้าถึงการให้บริการแก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย พร้อมกับตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปีได้รวมกว่า 2.7-3.2 แสนล้านบาท เพื่อดึงลูกค้าฐานรากรายใหม่เข้าระบบสินเชื่อ 1 ล้านราย และเติมเม็ดเงินหมุนเวียนให้ภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล
ทั้งนี้ การเติบโตสินเชื่อของธนาคารตั้งเป้าหมาย ในส่วนแรกออมสินจะมุ่งสู่ลูกค้ารายย่อย ที่จะมีเข้ามาใหม่ 1 ล้านราย ในจำนวนนี้จะปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยรายละ 50,000-100,000 บาทต่อคน คิดเป็นวงเงินรวม 50,000-100,000 ล้านบาท ต่อมาเป็นปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจ ที่จะปล่อยแก่ผู้ประกอบการ รายย่อย เอสเอ็มอี วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 40% และส่วนสุดท้ายจะเป็นสินเชื่อซอฟต์โลนประหยัดพลังงานตามนโยบายของกระทรวงการคลังวงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยปล่อยกู้ไปแล้ว 9,000 ล้านบาท ยังมีวงเงินเหลืออีก 90,000 กว่าล้านบาท
“สินเชื่อซอฟท์โลน 1 แสนล้าน ธนาคารยังได้กันวงเงิน 5,000 ล้านบาท ไว้สำหรับปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ทั้งที่เป็นการกู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และกู้เพื่อซื้อยานยนต์ไฟฟ้าด้วย นอกจากนี้ ภายใน 2-3 เดือนนี้ ออมสินยังมีนโยบายลดดอกเบี้ยให้ต่ำลงกว่าปัจจุบันที่ต่ำกว่าตลาดอยู่แล้ว เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงเศรษฐกิจเผชิญปัญหาราคาพลังงานสูง”
นายทรงพล กล่าวว่า ในปีนี้ธนาคารวางเป้าหมาย สนับสนุนนโยบายรัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้น 2 ภารกิจที่สำคัญ ภารกิจแรก การช่วยเหลือคนตัวเล็ก รายย่อย กลุ่มฐานราก ให้ได้ลืมตาอ้าปาก และมีเงินออม โดยตั้งเป้าหมายให้คนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิประโยชน์จากธนาคารในมิติต่างๆ เช่น การขยายโอกาสเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินให้แก่คนฐานรากที่ส่วนใหญ่ขาดหลักประกันการกู้
นอกจากนี้ จะเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกหนี้ที่มีประวัติการผ่อนชำระดีให้ได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการแก้หนี้เชิงป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ต้องเสียประวัติเครดิต และช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดี ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพเพื่อช่วยสร้างรายได้เพิ่ม เป็นต้น
ส่วนภารกิจที่ 2 การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก ธุรกิจ เอสเอ็มอี และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถประคับประคองธุรกิจก้าวต่อได้ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงหลากหลาย ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่สามารถสนับสนุนการเชื่อมต่อนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ



