เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นายธมนันท์ แตงทิม หรือ “จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่” พากลุ่มญาติและภรรยาของนายศุภกิจ เรืองฤทธิ์ อายุ 39 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุถูกทำร้ายร่างกาย เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ช่วยเร่งรัดคดีและโอนสำนวนคดีมาจาก สน.ดอนเมือง หลังพบความผิดปกติที่ผู้ก่อเหตุยังลอยนวลแม้มีหลักฐานวงจรปิดชัดเจน

นางสาวเหมียว ภรรยา กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายศุภกิจ ผู้ตาย ได้รับโทรศัพท์ชวนไปเล่นน้ำจาก นายจิรัฏฐ์วัต ซึ่งเป็นเพื่อนรักที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนและไม่ได้เจอกันนานกว่า 10 ปี โดยผู้ตายเดินทางไปหาเพื่อนที่หอพักภายในซอยช่างอากาศอุทิศ 10 แยก 1 เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ

ต่อมาเวลา 17.28 น. กล้องวงจรปิดจับภาพนาทีสลด นายจิรัฏฐ์วัตได้ใช้เท้าถีบนายศุภกิจจนล้มลง ก่อนจะระดมกระทืบเข้าที่ใบหน้าและศีรษะอย่างรุนแรง 7-8 ครั้ง ทั้งที่ผู้ตายไม่มีท่าทีขัดขืนจนแน่นิ่งไป หลังเกิดเหตุผู้ก่อเหตุไม่ได้นำตัวสามีส่งโรงพยาบาล แต่กลับอุ้มร่างที่หมดสติไปวางทิ้งไว้บนแคร่ไม้ใต้อพาร์ตเมนต์ ปล่อยให้นอนตากอากาศอยู่เช่นนั้นจนถึงบ่ายสองของอีกวัน (15 เม.ย.) โดยมีแม่ของผู้ก่อเหตุเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแต่กลับเพิกเฉย กว่าจะมีการนำตัวส่งโรงพยาบาลเวลาได้ล่วงเลยไปเกือบ 20 ชั่วโมง ทำให้นายศุภกิจเสียชีวิตในวันที่ 17 เม.ย. ผลชันสูตรระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า สมองบวม เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง และกะโหลกศีรษะร้าว

ภรรยาผู้ตาย ระบุอีกว่า หลังเกิดเหตุได้แจ้งความที่ สน.ดอนเมือง แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้า พนักงานสอบสวนไม่ให้ดูสำนวน และที่น่าตกใจคือเห็นผู้ก่อเหตุเดินทางไปที่สถานีตำรวจเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีการดำเนินการจับกุม ทั้งที่ผู้ก่อเหตุยอมรับว่ากระทืบจริงแต่อ้างว่า “เมาและแค่หยอกล้อกัน”

นอกจากนี้ ทางครอบครัวยังมีความกังวลอย่างมาก เนื่องจากมีกระแสข่าวว่าผู้ก่อเหตุมีผู้มีอิทธิพลระดับ “หัวคะแนนเก่า” คอยหนุนหลังอยู่เบื้องหลังทำให้คดีนิ่งเฉย จนครอบครัวต้องมาร้องขอความเป็นธรรมต่อกองปราบปราม เพราะผู้ตายเป็นเสาหลักเพียงคนเดียวที่ต้องดูแลลูกน้อยอีก 2 คน

ทางด้านแม่ยายของผู้เสียชีวิต กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า รับไม่ได้กับพฤติกรรมของครอบครัวผู้ก่อเหตุที่ใจดำ ปล่อยให้ลูกเขยนอนรอความตายบนแคร่ พร้อมเชื่อว่าแม่ผู้ก่อเหตุมีส่วนรู้เห็นและช่วยปกปิดความผิด

ทั้งนี้ จ่าคิงส์ และครอบครัวผู้เสียหาย ยืนยันต้องการให้กองบังคับการปราบปรามรับช่วงต่อคดีนี้ เพื่อนำตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุด