เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน (พ.ศ. 2569) เปิดเผยถึงประเด็น กต.ตร. พร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจนหมดทาง ว่า

นโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นาย อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ร่วมกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประเทศไทยไม่ได้ขาด ‘ระบบ’ ในการดูแลประชาชน แต่สิ่งที่กำลังถูกทดสอบ คือ…เราจะทำให้ระบบนั้น ‘มีชีวิต’ และเข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่

ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชนและอดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน (พ.ศ.2569) ซึ่งตามอำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ช. ใน พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีผู้บริหารระดับสูงของประเทศตามที่กฎหมายกำหนดเป็นกรรมการ เช่น ปลัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นต้น ผมเห็นชัดว่า โครงสร้างและระบบของประเทศวันนี้ “พร้อมแล้ว” ที่จะดูแลความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

นโยบายจากรัฐบาล + ก.ต.ช. → ลงสู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ → ไปถึงสถานีตำรวจ → และเชื่อมกับประชาชนผ่าน กต.ตร.

กต.ตร. คือ คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ นี่คือ “ระบบครบวงจร” ที่กฎหมายตั้งใจออกแบบไว้ ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารตำรวจ แต่เพื่อ “สร้างความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติที่ประชาชนรู้สึกได้จริง”

แต่เมื่อมองลงไปในชีวิตจริงของผู้คนในแต่ละพื้นที่ ภาพที่สะท้อนกลับมา กลับเป็นอีกด้านหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นคือ เสียงเพลงจากบ้านข้าง ๆ ที่ดังทะลุกำแพงบ้าน เด็กเล็กสะดุ้งตื่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงนอนไม่ได้ต้องลุกขึ้นนั่งอย่างอึดอัด คนทำงานที่ต้องตื่นแต่เช้าแต่นอนลืมตาอยู่ในความมืด หลายครั้งเขาอยากเดินไปเคาะประตูบ้านข้าง ๆ แต่ก็ลังเล กลัวจะมีเรื่อง กลัวจะบานปลาย สุดท้ายเลือกเงียบ…และทนอย่างเจ็บปวด…ระบบมีอยู่พร้อมดูแลประชาชนแล้ว..ประชาชนไม่ต้องเสี่ยงเผชิญหน้า และสามารถแจ้ง กต.ตร. ให้เรื่องเข้าสู่ระบบ ตำรวจเข้าดำเนินการและมีการติดตามจนจบ คำถามจึงไม่ใช่ว่าระบบมีหรือไม่

แต่คือ…ประชาชน ‘กล้าเชื่อ’ และ ‘กล้าใช้’ ระบบนั้นแล้วหรือยัง

มีกรณีผู้สูงอายุถูกรถชน บาดเจ็บสาหัส ครอบครัวต้องกู้เงินเพื่อจ่ายค่ารักษาเพราะคู่กรณียังไม่รับผิดชอบชัดเจน สุดท้าย กต.ตร. ทำหน้าที่รับเรื่อง ติดตาม และประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการร่วมกับตำรวจ เรื่องค่ารักษา คู่กรณี และหาทนาย นี่ไม่ใช่แค่ “อุบัติเหตุ” แต่คือ ช่องว่างของระบบดูแลประชาชน

มีกรณีเด็กถูกทำร้ายจนโคม่า ครอบครัวไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องขอความช่วยเหลือแต่หมดทางออกไม่รู้จะบอกใคร สุดท้ายต้องขอมาบอก กต.ตร. เพื่อช่วยทำงานร่วมกับตำรวจประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องช่วยเหลือรักษาและผลักดันคดี สะท้อนว่า ความเป็นธรรมบางครั้งต้องมีคนช่วยดัน

หรืออีกกรณีหนึ่ง ชาวบ้านเดือดร้อนหลายกรณี จากเรื่องเล็กแต่สะสมจนเป็นเรื่องใหญ่ เช่น ถูกเอาเปรียบจากผู้มีอิทธิพล ถูกคุกคามใช้ความรุนแรงทางเพศ ปัญหาชุมชน เช่น กลิ่นฟาร์มไก่ โรงงานปล่อยมลพิษ เสียงดัง บ่อน การพนัน และความขัดแย้งที่ร้องเรียนแล้วไม่คืบหน้า เมื่อหมดทางออก….บอก กต.ตร. เข้าไปทำหน้าที่รับเรื่อง ติดตามและประสานตำรวจให้เกิดการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่ายและความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน และในหลายกรณีต้องประสานกับผู้แทนของหน่วยงานอื่น ๆ ที่อาจจะอยู่ใน กต.ตร. ที่จะช่วยเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบแก้ไขปัญหาจนเรื่องจบ

จากทุกกรณี จะเห็นรูปแบบเดียวกัน ประชาชนไม่ได้อยากพึ่ง “คนดัง” หรือ ฮีโร่ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ แต่เพราะพวกเขาหมดทางออกและปัญหาไม่ใช่ประเทศไทยไม่มีระบบดูแลประชาชน แต่เป็นเพราะระบบไปไม่ถึงประชาชนให้สุดมือเอื้อม เมื่อระบบยังไปไม่ถึง พวกเขาจึงต้องวิ่งหาคนที่พาเรื่องของพวกเขาให้ได้รับการมองเห็นและพาเสียงของพวกเขาไปถึงระบบความเป็นธรรมที่พร้อมรออยู่แล้ว

กต.ตร. จึงเป็น “จุดเชื่อม” ที่สำคัญที่สุดระหว่างตำรวจกับประชาชน

กฎหมายไม่ได้ให้ประชาชนอยู่ลำพัง แต่ได้วาง “กลไกของประชาชน” ไว้ชัดเจน คือ กต.ตร. (คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ) กต.ตร. ไม่ใช่เพียงคณะกรรมการ แต่คือ “ที่พึ่งของประชาชนตามกฎหมาย” มีหน้าที่รับฟังปัญหา ตรวจสอบการทำงาน ติดตามผล และเชื่อมเสียงประชาชนเข้าสู่ระบบตำรวจ

พูดให้ชัดที่สุดคือ กต.ตร. คือจุดที่ ‘เสียงของประชาชน’ กลายเป็น ‘การทำงานของรัฐ’ เมื่อระบบทำงานจริง…ภาพจะเปลี่ยนทันที
คนที่เคยทนกับเสียงดังจะมีที่ไป คนที่เคยไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จะมี “ประตูแรก” ที่ชัดเจน คนที่เคยกลัวว่าร้องเรียนแล้วจะเงียบ
จะมี “คนตามให้จนจบ” และที่สำคัญที่สุด ข้อมูลจากปัญหาเล็ก ๆ ในชุมชนจะไม่หายไปแต่จะถูกยกระดับไปถึง ก.ต.ช. และกลายเป็น “นโยบายของประเทศ”

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ระบบราชการ…แต่นี่คือ “วงจรความปลอดภัยของชาติ”
ประชาชน → แจ้ง กต.ตร.
กต.ตร. → ประสานตำรวจ
ตำรวจ → ลงมือแก้
ผลลัพธ์ → ส่งกลับสู่ ก.ต.ช. ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีผู้บริหารประเทศระดับสูงเป็นกรรมการ เพื่อออกแบบนโยบายรัฐกลับคืนความปลอดภัย ความเป็นธรรมให้กับประชาชน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงของชาติ

นี่คือครั้งแรกที่ “ปัญหาหน้าบ้าน” สามารถไปกำหนด “ทิศทางประเทศ”
ความจริงที่เราต้องยอมรับร่วมกัน

วันนี้ เราไม่ได้ขาดกฎหมาย เราไม่ได้ขาดโครงสร้าง และเราไม่ได้ขาดหน่วยงาน สิ่งที่เรายังขาดคือ “การทำให้ระบบที่มีอยู่ ทำงานจริงในชีวิตประชาชน” ระบบที่ดี “รออยู่แล้ว” อยู่ที่ว่าประชาชนจะ “ใช้หรือไม่” กต.ตร. และตำรวจ จะ “พร้อมหรือไม่” และทุกฝ่ายจะ “ทำจริงหรือไม่”

วันนั้น…ไม่ใช่แค่ปัญหาของคนหนึ่งคนที่ได้รับการแก้ไข แต่คือความเชื่อมั่นของทั้งสังคมที่เริ่มกลับมา บางครั้งสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่ความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ แต่คือความมั่นใจว่า “จะมีใครสักคนรับเรื่องนี้ไปดูแลต่อ”
และในความเป็นจริง…คนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นฮีโร่ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ แต่ควรเป็น “ระบบของประเทศ”

เมื่อเดือดร้อน หมดทางออก ขอให้เริ่มจากจุดที่ใกล้ตัวที่สุด กต.ตร. ประจำสถานีตำรวจในพื้นที่ของท่าน หรือผู้กำกับสถานีตำรวจ หรือหากจำเป็น สามารถสะท้อนขึ้นสู่ระดับนโยบายได้
อย่าปล่อยให้ปัญหาของท่านเงียบหายไป เพราะทุกเสียง มีความหมายมากกว่าที่คิด

ความน่าเจ็บปวดที่สุดของประชาชน ไม่ใช่การมีปัญหา แต่คือการรู้สึกว่า “ไม่มีใครได้ยินเสียงของพวกเขา” ในวันที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือที่สุด

และผมเชื่อว่า เราทุกคนสามารถช่วยกันเปลี่ยนความรู้สึกนั้นได้ด้วยการทำให้ระบบที่มีอยู่…ทำงานได้จริง เมื่อเดือดร้อนหมดทางออก…บอก กต.ตร.