เมื่อวันที่ 6 พ.ค.69 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 ภายใต้แนวคิด “Wellness วิถีเมืองด้วยวิจัยและนวัตกรรม เพื่อความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน” โดย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. กล่าวรายงานผลการดำเนินงานและแผนงาน 69-70 พร้อมด้วย คณะนักวิจัย ผู้บริหาร วช. เครือข่ายชุมชนวิถีเมือง เข้าร่วมในกิจกรรม ณ  ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม และศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.

นายดนุพรกล่าวว่า กระทรวง อว. ได้กำหนด MHESI Action Plan 2026–2030 เป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน ควบคู่กับนโยบาย “Wellness Thailand” ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ครบวงจร โดยต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร สุขภาพ และสมุนไพร ผสานกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง พร้อมกันนี้ อว. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

โดยศูนย์เกษตรวิถีเมืองของ วช. ถือเป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

ทางด้าน ดร.วิภารัตน์ กล่าวถึงการดำเนินงานของศูนย์เกษตรวิถีเมืองในช่วงระหว่างปี 65–68 ว่าได้มีการวางรากฐานและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากพื้นที่เมืองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งผลิตอาหารของชุมชนที่ให้ประชาชนในเขตเมืองสามารถเข้าถึงอาหารปลอดภัย สำหรับการ Kick off ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา ที่มุ่งเน้นการขยายผลนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง

โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ อาทิ AI และ Big Data มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารเมืองปลอดภัย ควบคู่กับการใช้โมเดล BCG ในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงในปี 69-70 ได้มีแผนการพัฒนาแพลตฟอร์มเครือข่ายความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในบทบาทของ“นักปลูก นักปั้น และนักปราชญ์” เพื่อสร้างระบบนิเวศของความมั่นคงทางอาหาร ที่บูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี ชุมชน และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ต่อมา เป็นพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่ “นักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 10 คนพร้อมด้วยการมอบป้ายประกาศ “เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 4 เครือข่าย ได้แก่ บ้านมั่นคงฟ้าใหม่, ชุมชนบ้านสวนร่วมพัฒนา, ชุมชนร่วมใจพัฒนา และชุมชนท่าอิฐ

พร้อมกันนี้ คณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง” นำเสนอผลงานกันอย่างหลากหลาย อาทิ เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช. กลุ่มนักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช. ตลอดจนผลงานนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมกว่า 21 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การออกแบบระบบเกษตร การแปรรูปและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

นอกจากนี้ นายดนุพร ได้เยี่ยมชม “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.” โดยมี ดร.วิภารัตน์นำเยี่ยมชมพื้นที่ ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมอบรมแนวทางการขับเคลื่อนเครือข่ายและการนวัตกรรมเกษตรวิถีเมือง โดยได้รับเกียรติจากคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหัวข้อการอบรม ดังนี้

“การสร้างและขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง : พลังชุมชนสู่ความมั่นคงทางอาหารและสังคม (ความต้องการและทิศทาง ในการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง)” โดย ผศ.ลือพงษ์ ลือนาม และ คณะผู้วิจัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 “การยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรวิถีเมือง : จากของดีชุมชนสู่สินค้าอัตลักษณ์ที่สร้างมูลค่า” โดย  อาจารย์ณัฐกานต์ รองทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

“การสร้างสรรค์ศักยภาพเครือข่าย : สู่ผู้ประกอบการและพัฒนาแหล่งเรียนรู้” โดย ผศ.ดร.กัลยา นาคลังกา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

“การสื่อสารและประชาสัมพันธ์เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง : สร้างตัวตน สร้างตลาด สร้างความยั่งยืน” โดย ผศ.ดร.คฑาวุฒิ สังฆมาศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

ทั้งนี้ วช. มุ่งหวังว่า “เกษตรวิถีเมืองตาม BCG Model”  จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองที่ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี สามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์