สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุว่า “ไมโครพลาสติก” ไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงสุขภาพที่เกิดขึ้นแล้วในชีวิตประจำวันของประชาชน หลังมีข้อมูลพบการปนเปื้อนในร่างกายคนไทยมากกว่า 80% จากกลุ่มตัวอย่าง สะท้อนว่าไมโครพลาสติกอาจเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหาร น้ำ และอากาศ โดยที่ประชาชนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด หากระบบจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมยังไม่สามารถควบคุมต้นทางของการปนเปื้อนได้
ด้วยเหตุนี้ การลงนามบันทึกความร่วมมือ หรือ MOU ว่าด้วย “การขับเคลื่อนปฏิญญาอ่าวลันตา ลดภัยคุกคามจากไมโครพลาสติกและขยะพลาสติกในทะเล” เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จึงไม่ใช่เพียงพิธีลงนามของหน่วยงานต่าง ๆ แต่เป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่ขยะเหล่านี้จะหลุดรอดลงสู่ทะเล แตกตัวเป็นไมโครพลาสติก และย้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับ ไมโครพลาสติกว่าเป็น “ความเสี่ยงสุขภาพที่เกิดขึ้นแล้ว” ไม่ใช่เรื่องในอนาคต เพราะมีข้อมูลการศึกษาที่พบการปนเปื้อนในร่างกายคนไทยมากกว่า 80% จากกลุ่มตัวอย่าง ขณะเดียวกันหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศเริ่มพบว่าไมโครพลาสติกสามารถเข้าสู่กระแสเลือด พบการสะสมในอวัยวะสำคัญ และอาจกระตุ้นการอักเสบหรือรบกวนการทำงานของเซลล์ ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายในระยะยาว แม้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเป็นสาเหตุของโรคใดโดยตรง แต่เมื่อพบในคนจำนวนมาก จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องเร่งจัดการ

สสส. ในฐานะที่เป็นองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ จึงผลักดันเรื่องนี้ในระดับนโยบายและระบบสังคม เนื่องจากไมโครพลาสติกเป็นปัญหาที่ประชาชนหลีกเลี่ยงได้ยาก และเกี่ยวข้องกับระบบสิ่งแวดล้อม การผลิต การบริโภค และการจัดการขยะ การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถพึ่งพาการปรับพฤติกรรมของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของรัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคประชาชน เพื่อทำให้การลดขยะพลาสติกเกิดขึ้นจริงตั้งแต่ต้นทางเข้ามาดำเนินการ
เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลสำคัญของประเทศ แต่การเติบโตของการท่องเที่ยวทำให้เกาะแห่งนี้ต้องเผชิญแรงกดดันจากปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลในพื้นที่ระบุว่า เกาะลันตามีขยะตกค้างสะสมประมาณ 45,000–50,000 ตัน บนพื้นที่บ่อขยะเพียง 4 ไร่ ขณะที่ขยะใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ยวันละ 40–50 ตัน และอาจเพิ่มสูงถึงวันละ 100 ตันในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
ปัญหานี้สะท้อนข้อจำกัดของเกาะท่องเที่ยวที่ต้องรองรับขยะจากทั้งประชากรในพื้นที่ ประชากรแฝง ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี ขยะส่วนใหญ่เป็นเศษอาหารและอินทรียวัตถุ รองลงมาคือขยะพลาสติก ซึ่งหากจัดการไม่ถูกต้องก็มีโอกาสหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อมและทะเล สำหรับ สสส. เกาะลันตาจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่มีปัญหาขยะ แต่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการจริงในการเชื่อมโยง “สุขภาพคน” กับ “สุขภาพทะเล” เพราะการลดขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง คือการลดโอกาสที่ไมโครพลาสติกจะเข้าสู่สิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และร่างกายประชาชนในระยะยาว
MOU ครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของ สสส. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มูลนิธิอันดามัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคธุรกิจท่องเที่ยว และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลดขยะพลาสติก ลดการใช้โฟมและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จัดระบบคัดแยกขยะ และป้องกันไม่ให้ขยะพลาสติกหลุดรอดลงทะเล

สาระสำคัญของ MOU คือการทำให้การแก้ปัญหาขยะกลายเป็น “ภารกิจร่วมของทั้งเกาะ” ไม่ใช่ภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ภาคธุรกิจ ทั้งโรงแรม รีสอร์ท ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า และร้านสะดวกซื้อ จะร่วมกันลดการใช้โฟม ลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จัดให้มีระบบคัดแยกขยะ ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด และสนับสนุนการนำขยะอินทรีย์หรือขยะรีไซเคิลกลับไปใช้ประโยชน์
ขณะที่อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะกำหนดแนวทางหรือระเบียบในการจัดกิจกรรม เทศกาล ประเพณี และการท่องเที่ยว โดยยึดหลักเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หน่วยงานภาครัฐจะขับเคลื่อนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว สถานศึกษาจะเป็นพื้นที่ปลอดโฟม ลดพลาสติก และปลูกฝังให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะ ส่วนชุมชนจะได้รับการสนับสนุนให้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำหรือย่อยสลายได้ จัดระบบคัดแยกขยะ และจัดการขยะอันตรายอย่างถูกต้องกรมทะเลฯเปิดพื้นที่ชุมชนจัดการทะเล 17 หมู่บ้าน
ความร่วมมือครั้งนี้ยังถูกยกระดับด้วยการประกาศเปิด “พื้นที่จัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยชุมชนอ่าวลันตา” โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีพื้นที่นำร่องครอบคลุมชุมชนอ่าวลันตาตอนล่าง 9 หมู่บ้าน และตอนบน 8 หมู่บ้าน รวม 17 หมู่บ้าน
ด้านดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นประธานเปิดพื้นที่ดังกล่าว พร้อมลงนามบันทึกความร่วมมือร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยมีนายอังกูร ศิลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. มูลนิธิอันดามัน มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน WWF ประเทศไทย สมาคมรักษ์ทะเลไทย เครือข่ายรักษ์ลันตา และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตาเข้าร่วมการประกาศพื้นที่จัดการทะเลโดยชุมชน ทำให้ MOU ครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการจัดการขยะ เพราะเชื่อมโยงการลดขยะทะเลกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศสำคัญ ทั้งป่าชายเลน หญ้าทะเล ปะการัง และแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลหายาก เช่น พะยูน วาฬ โลมา และเต่าทะเล
ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า ทั่วโลกมีพลาสติกมากกว่า 12 ล้านตันรั่วไหลลงสู่ทะเลในแต่ละปี ขณะที่ประเทศไทยมีขยะพลาสติกรั่วไหลลงทะเลประมาณ 22,800 ตันต่อปี ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า การลดขยะตั้งแต่ต้นทางเป็นภารกิจเร่งด่วน ไม่ใช่เพียงเพื่อความสะอาดของชายหาด แต่เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพประชาชน

ขณะนายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ มูลนิธิอันดามัน ระบุว่า การจัดการขยะบนเกาะลันตาต้องเดินไปไกลกว่าการเก็บขยะ แต่ต้องสร้างระบบแยกขยะ ลดขยะ และนำขยะกลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียน
ดังนั้น MOU ครั้งนี้จึงมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นการขับเคลื่อนเชิงสถาบัน ทำให้หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานส่วนกลาง และองค์กรต่าง ๆ มีกรอบการทำงานร่วมกัน เมื่อองค์กรเปลี่ยน คนในองค์กรและประชาชนก็จะมีแนวโน้มเปลี่ยนพฤติกรรมตามอีกโจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภครับผิดชอบร่วมกันต่อขยะพลาสติก ไม่ปล่อยให้ต้นทุนการจัดการตกอยู่กับท้องถิ่นหรือชุมชนเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะที่มีต้นทุนสูงจากการขนส่งขยะออกไปกำจัดบนฝั่งแผ่นดินใหญ่จาก MOU สู่ต้นแบบลดความเสี่ยงสุขภาพ
ในภาพรวม MOU อ่าวลันตาเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อการแก้ปัญหาใน 3 ระดับพร้อมกัน ระดับแรก คือการจัดการขยะที่เกิดขึ้นจริงบนเกาะ ระดับที่สอง คือการป้องกันขยะพลาสติกไม่ให้หลุดรอดลงสู่ทะเลและแตกตัวเป็นไมโครพลาสติก และระดับที่สาม คือการสร้างต้นแบบชุมชนจัดการทะเลที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่ชายฝั่งอื่นของประเทศ
ซึ่งความสำคัญของลันตาโมเดล คือ การเปลี่ยนปัญหาขยะทะเลให้เป็นประเด็นสุขภาพสาธารณะ เพราะเมื่อไมโครพลาสติกสามารถปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม อาหาร น้ำ และอากาศได้ การลดขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงสุขภาพในระยะยาว
ปลายทางของความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เกาะลันตาสะอาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบใหม่ที่ทำให้ทุกภาคส่วนรับผิดชอบต่อขยะตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่พลาสติกจะกลายเป็นไมโครพลาสติก ปนเปื้อนในทะเล เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร และย้อนกลับมาสู่ร่างกายมนุษย์
ทั้งนี้ การMOU อ่าวลันตา จึงเป็นมากกว่าข้อตกลงบนกระดาษ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีจัดการปัญหาขยะทะเล จากการเก็บกวาดปลายทาง ไปสู่การลดขยะทั้งระบบ โดยมีสุขภาพประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อน



