เมื่อวันที่ 7 พ.ค.มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยคณะเศรษฐศาสตร์ จัดประชุมนำเสนอผลการศึกษาและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อโครงการ “การขยายผลการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง สำหรับการผลิตข้าวยั่งยืนระดับจังหวัด โดยการพัฒนาขอนแก่นโมเดลข้าวยั่งยืน เพื่อเพิ่มรายได้ของเกษตรกรและลดก๊าซเรือนกระจก ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น”  โดยมี นางสาวภาวดี   ใจเอื้อ   ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์และการพัฒนาธุรกิจ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติปาฐกถาเรื่อง “การพัฒนาและเชื่อมโยงตลาดข้าวเพื่อยกระดับข้าวไทยในตลาดโลก” พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย หัวหน้าโครงการและคณะวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้การต้อนรับ ณ ห้อง Lotus Suite 7 ชั้น 22 โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆนี้

รศ.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย หัวหน้าโครงการฯและอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า โครงการศึกษาดังกล่าวฯ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)  โดย ข้าวยั่งยืน เป็นข้าวที่ถูกปลูกและเก็บเกี่ยวตามมาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน (Sustainable Rice Platform : SRP)  โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute :IRRI) และประเทศสมาชิกเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดทำมาตรฐานขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการปลูกข้าวไม่ถูกวิธีและปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การเอาน้ำไปขังในนาเป็นเวลานานส่งผลให้เกิดก๊าซมีเทน  การเผาตอซังที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เป็นต้น โดยการปลูกข้าวแบบยั่งยืน (SRP) ส่งผลประโยชน์ในเชิงบวกถึง 3 มิติด้วยกัน คือ ด้านเศรษฐกิจ – เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน เพิ่มกำไร   ด้านสังคม-ดูแลแรงงาน ความปลอดภัยของชาวนา   และ ด้านสิ่งแวดล้อม – ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

ทั้งนี้ โครงการ “ขอนแก่นโมเดลข้าวยั่งยืน”  เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2567 และในปี 2568 ขยายการดำเนินการเต็มรูปแบบ ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมาย 73 หมู่บ้าน ใน 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอพระยืน อำเภอพล อำเภอหนองสองห้อง  รวมจำนวน 952 ครัวเรือน เกษตรกรต้นแบบ 105 คน รวมพื้นที่เพาะปลูก 13,150 ไร่ ผลการศึกษาพบว่า ข้าวหอมมะลิ SRP ให้ผลผลิตเฉลี่ย 313 กก./ไร่  ส่วนข้าวที่ปลูกแบบดั้งเดิม (Conventiona Rice Practice : CRP) ให้ผลผลิตเฉลี่ย 292 กก./ไร่ โดยต้นทุนการปลูกข้าวแบบ SRP เฉลี่ย 10.57 บาท / กก. ขณะที่ข้าวหอมมะลิปลูกแบบ CRP มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 11.58 บาท/กก.   

สำหรับข้าวเหนียว SRP ผลผลิตเฉลี่ย 334 กก./ไร่ ส่วนข้าวเหนียว CRP ให้ผลผลิตเฉลี่ย 269 กก./ไร่ โดยต้นทุนการผลิตข้าวเหนียวแบบ SRP เฉลี่ย 11.91 บาท/กก. ส่วนการปลูกแบบ CRP ต้นทุน 15.83 บาท/กก.

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าข้าวหอมมะลิที่ปลูกแบบ SRP จะได้กำไรเพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม ประมาณ 500-700 บาทต่อไร่ ส่วนข้าวเหนียว จะได้กำไรเพิ่มขึ้น ประมาณ 800 – 1,000 บาทต่อไร่ นอกจากนี้

การปลูกข้าวแบบ SRP ยังช่วยการลดการปล่อยก๊าซมลพิษได้ถึง 70% และลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับแนวทางปฏิบัติทั่วไป ในปี 2568 โดยลดการปลดปล่อยของก๊าซมีเทน

สำหรับแผนการขยายผลการใช้ขอนแก่นโมเดลข้าวยั่งยืน ปี 2569-2571 โดยในปี 1-2-3 จะขยายพื้นที่เป็น 25,000 เป็น 100,000 และ 350,000 ไร่ ตามลำดับ  และสร้างเกษตรกรต้นแบบให้ได้ถึง 1,000 คน พร้อมทั้งมีเกษตรกรเข้าร่วม 3,200 เป็น 11,000 และ 30,000 ครัวเรือน คาดการณ์ปริมาณขาย 5,000 ตัน  20,000 ตัน และ 73,000 ตัน ตามลำดับ

รศ.ภูมิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  พื้นที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 12,000 ไร่ ผ่านการรับรองมาตรฐาน SRP ซึ่งเป็นมาตรฐานโลก ที่เราสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้ โดยขณะนี้ตลาดข้าว SRP ยังเป็นตลาดต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งในปีที่ผ่านมามีกำลังการผลิตข้าว SRP จำนวน 1,500 ตันข้าวเปลือก ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป หรือ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ

“จากข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย พบว่ามีบริษัทผู้นำเข้าข้าวจากอียูรายหนึ่งซึ่งเดิมนำเข้าข้าวจากไทย จำนวน 18,000 ตัน ปัจจุบันต้องการเปลี่ยนข้าวจำนวนดังกล่าวเป็นข้าว SRP ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าความต้องการจากอียูเพียงบริษัทเดียว กำลังการผลิตข้าว SRP ของเรายังไม่เพียงพอ ตลาดของข้าว SRP มีโอกาสเติบโตและมีอนาคต ดังนั้น จึงอยากให้ทุกภาคส่วนหันมาสนับสนุนและผลักดันให้มีการปลูกข้าว SRP เพราะหลาย ๆ ประเทศมีความต้องการข้าวที่ปลูกแบบยั่งยืนมากขึ้น” รศ.ภูมิสิทธิ์ กล่าว

รศ.ภูมิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า  การขยายการปลูกข้าวแบบ SRP กุญแจสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้เกษตรกรเปลี่ยนการปลูกแบบดั้งเดิม (CRP) มาเป็นการปลูกแบบยั่งยืน (SRP) ซึ่งเกษตรกรจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อเห็นประโยชน์ และต้นแบบเกษตรกรที่เราสร้างขึ้นเป็นตัวอย่างที่ดีว่าเปลี่ยนมาปลูกข้าวแบบ SRP นี้แล้วได้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นจริงๆ เกษตรกรคนอื่นๆเห็นแล้วก็จะอยากเปลี่ยนตาม การสร้างต้นแบบเกษตรกรจึงเป็นแนวทางสำคัญอันหนึ่งในการสร้างเครือข่ายและขยายพื้นที่ปลูก  

ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องเข้ามาสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรด้วย โดยอาจจะมีเงื่อนไขสนับสนุนด้านสินเชื่อโดยตรงจาก ธกส. หรือ มาตรการความช่วยเหลือด้านต่างๆ เข้ามาเสริม และการเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานภาคการศึกษาและภาคเอกชนก็มีส่วนสำคัญ โดยภาคการศึกษามีองค์ความรู้เข้ามาช่วยเสริม ขณะที่ภาคเอกชนหากเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นในการเข้ามาสนับสนุนเกษตรกรในการปลูกข้าว SRP ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าภาคเอกชนจะเข้าร่วม ทั้งนี้ อาจต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐในการดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุน อาทิ มาตรการด้านภาษี และอื่นๆ

“ที่ผ่านมา ประเทศเราใช้เงินประมาณปีละ 3-5 หมื่นล้านบาท ในการสนับสนุนภาคการเกษตรข้าว โดยที่เราไม่ได้เกิดการเปลี่บนแปลงอะไรเลย หากเราลองกลับมาคิดใหม่ดูไหมว่า 3-5 หมื่นล้านบาทที่เราใช้ไปทุกปี จะจ่ายอย่างไร เพื่อให้ภาคการผลิตข้าวเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนได้” รศ.ภูมิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย