ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยยังคงสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง การยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าที่ดีขึ้นภายใต้โครงการปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ในไตรมาสนี้ บริษัท มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาทขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการได้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค ทรู คอร์ปอเรชั่นยังคงสามารถรักษาผลการดำเนินงานในเชิงบวกของธุรกิจหลักทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานจากทุกกลุ่มธุรกิจของเราในไตรมาสแรกปี 2569 มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เพียงผลประกอบการทางการเงินที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย ขณะเดียวกัน เรายังคงติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินตามแผนที่วางไว้ การพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจและองค์กร ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งสามารถยกระดับทั้งประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราได้อย่างต่อเนื่อง”

จุดเด่นการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569

สำหรับไตรมาสนี้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 614,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สะท้อนถึงการบริหารอัตราการเลิกใช้บริการได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มาตรการรักษาฐานผู้ใช้บริการเชิงรุก และการเข้าร่วมส่งเสริมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมอยู่ที่ 48.1 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 36,000 ราย ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ โดยได้รับแรงหนุนจากความเสถียรในการใช้งานของโครงข่ายและคุณภาพบริการที่ดีขึ้น การปรับปรุงโครงข่ายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระยะเวลาระบบเครือข่ายขัดข้อง (network downtime) ของธุรกิจออนไลน์ลดลง และยังส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจลูกค้า (Net Promoter Score) ดีขึ้น ขณะเดียวกันการใช้งานช่องทางบริการตนเองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดปริมาณการติดต่อคอลเซ็นเตอร์ ส่งผลดีต่อประสบการณ์ลูกค้าและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาสมีผู้ใช้บริการ 5G รวม 18.4 ล้านราย

นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่เราดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ แม้ว่ารายได้จากการให้บริการจะได้รับผลกระทบบางส่วนจากธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ยังคงแข็งแกร่งจากการเติบโตของผู้ใช้บริการและการลงทุนด้านโครงข่ายรวมไปถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ การรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการ (Synergy) และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัยและรัดกุม ส่งผลให้ EBITDA เติบโต และอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น กำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 73%สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราต่อความสามารถในการสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 3.8 เท่า โดยมีแรงหนุนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 0.4 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อนและลดลง 0.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในไตรมาส 4/2568

ในระยะถัดไป บริษัท มีลำดับความสำคัญที่ชัดเจน โดยยังคงมุ่งเน้นการบริหารการเงินอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการลงทุนอย่างมีวินัยในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเดินหน้าสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง”

จุดเด่นผลการดำเนินงานทางการเงิน

ทรู คอร์ปอเรชั่น ทำกำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการประหยัดต้นทุนด้านคลื่นความถี่และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.6 % เมื่อเทียบกับปีก่อนและลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ยังได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ เมื่อปรับรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศกับ NT รายได้จากการให้บริการลดลง0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การลดลงของค่าเช่าโครงข่ายซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ตั้งแต่เดือนสิงหาคม2568 ส่งผลให้รายได้รวมลดลง 9.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้จากการขายลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 14.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการเปิดตัวiPhone ในไตรมาสก่อน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย) ลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนจากการ สิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 25.2% จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการประหยัดต้นทุนจากการพัฒนาโครงข่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเพิ่มขึ้น 5.3% จากการตั้งค้างจ่ายโบนัสและระดับหนี้สูญที่ลดลงในปีก่อน ส่วนต้นทุนอื่นในการให้บริการลดลง 13.1%เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากค่าใช้จ่ายคอนเทนต์ที่ลดลง (ไม่มี EPL)

นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ทรูคอร์ปอเรชั่น สามารถเพิ่ม EBITDA ได้ 8.6 พันล้านบาท หรือเติบโต 44% โดยในไตรมาส1/2569 บริษัทฯ รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น 10.9%เมื่อเทียบกับปีก่อน จากประโยชน์ของการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ อัตราส่วนEBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 7.1 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 68.3%สำหรับไตรมาสนี้ ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage) อยู่ที่ 3.8 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.3 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.2 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

สำหรับไตรมาส 1/2569 ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาทโดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 3 เดือนแรกของปี 2569 จำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73% หรือ 0.14 บาทต่อหุ้นขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน9% ของยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าว

ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาส1/2569

• รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC: 

o ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 4.1 หมื่นล้านบาทลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

• EBITDA: 

o ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

• อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ: 

o ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 68.3%

• กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT): 

o ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท

• เงินปันผลระหว่างกาล:

o ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท

o เงินปันผลต่อหุ้น 0.14 บาท

o คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73%