ทำเอาแฟนคลับฟินจิกหมอนกันทั้งประเทศ หลังคู่รักมาราธอน 13 ปีอย่าง “น้ำตาล-พิจักขณา” และ “ไผ่-พาทิศ”ประกาศข่าวดีเตรียมสละโสด ล่าสุดสาวน้ำตาลได้ออกมาอัปเดตความรู้สึกในงานแถลงข่าวละคร “รักได้หรือ Young” โดยยอมรับว่าวินาทีที่ฝ่ายชายคุกเข่าท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บที่โลโฟเทนนั้น ตนเองถึงกับ “หูดับ” จนหยิบแหวนมาสวมเองแบบไม่ทันตั้งตัว

“ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นว่าที่เจ้าสาว ความรู้สึกในวินาทีนั้นก็คงจะคล้ายๆ กับทุกคน ที่บอกว่าถึงวันนี้สักที มันเหมือนเป็นอีกหนึ่งสเต็ปที่หลายๆ คนก็รอ รวมถึงเราเองด้วยที่รอว่าเมื่อไหร่ และระยะเวลาทุกสิ่งทุกอย่างมันเหมาะสม และมันลงตัว แต่ว่าภาพที่ทุกคนเห็นมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะว่าเราไปกันทั้งหมดที่โลโฟเทน ประมาณเจ็ดวัน แล้วเขาขอวันที่หก ซึ่งก่อนหน้านั้นทุกๆ วันที่ผ่านมาเราก็คือเตรียมตัวรอมาตลอด เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างมันก็เป็นอย่างที่ทางพี่ไผ่เขาหวังไว้ด้วย ว่าอยากเห็นแสงเหนือ อยากให้มีโมเมนต์อะไรแบบนั้น แล้วสุดท้ายเราก็ได้เห็นจริงๆ และก็ได้ขอแต่งงานใต้แสงเหนือจริงๆ เราก็ดีใจ

อย่างหลายคู่เวลาถูกขอแต่งงานแล้วทางฝ่ายหญิงหูดับ ถามว่าเราเกิดอาการนั้นกับเขาไหม คือเราไม่ได้ยินอะไรเลย แล้วเราก็หยิบแหวนมาใส่เองด้วย (หัวเราะ) คือ ณ เวลานั้นมันเป็นโมเมนต์ที่บอกไม่ถูก คือหนาวมาก แล้วพอเขาคุกเข่าลงไปจริงๆ เขาพูดอะไรก็ไม่รู้ เราก็เซย์เยส (Say yes) ตกลงอย่างเดียว แล้วก็หยิบแหวนจะเอามาใส่เลย มันก็เป็นอะไรที่เป็นอย่างที่เขาพูดกันจริงๆ

ถามว่าเขามีวี่แววมาก่อนหน้านี้ไหมที่จะขอแต่งงาน คือมันมีวี่แววทุกทริปดีกว่า เพราะว่าเราจะไม่ปล่อยผ่านสักโมเมนต์ เพราะว่ามันเริ่มมีสัญญาณบางอย่างจากเพื่อนๆ รอบตัวเรามาแล้ว ซึ่งสัญญาณมาไวมาก มาตั้งแต่วันแรกที่นอร์เวย์เลย คือเราก็แต่งตัวทุกวันจนเสื้อผ้าเราหมด ที่ทุกคนเห็นคือกางเกงยีนของแจ็คกี้ แล้วก็เป็นเสื้อของพี่อีกคนหนึ่ง เราไม่ได้ใส่เสื้อสีขาวอะไรแล้วในวันนั้น คือคิดว่ามันไม่น่าจะใช่ที่นี่แล้ว คือทริปนั้นเราถอดใจไปแล้ว แล้วก็สงสารผู้ชายเพราะว่าฝนมันตกหนักทุกวัน จนเรามีความรู้สึกว่า ไม่เป็นไรพี่ กลางฝนก็ได้ ยังไงก็ได้ คือเราสงสารเขา คือเรารู้ว่าเขาตั้งใจมากๆ แล้วก็สงสารคุณแม่แจ็คกี้ด้วย เพราะคุณแม่แจ็คกี้เขาเตรียมตัวตลอดเวลา แล้วออกไปล่าแสงเหนือกับเราทุกคืน เพื่อที่จะให้ถึงซีนนี้ เพราะว่าเราไม่ได้ไปกันเยอะ

แล้วตาไผ่แจกหน้าที่ให้ทุกคนหมด คุณแม่จะต้องเก็บวิดีโอ แจ็คกี้ก็ต้องเก็บโมเมนต์นั้น สุดท้ายคือตาลคิดว่าจะเป็นภาพที่แจ็คกี้กอดกับตาล แบบดีใจมากเพื่อน แต่วันนั้นกลับเป็น ‘ถอดหมวกออก’ (ตะคอก) แล้วเพื่อนมาทำเบื้องหลัง เราก็ได้ดู แล้วตาลบอกว่าความเป็นจริงไม่ได้อ่อนโยนแบบนั้นเลย พอย้อนกลับมาดูน้ำตาก็ไหลเหมือนกัน เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ สุดท้ายมันมาถึงจริงๆ แล้วก็ดีใจ จริงๆ แล้วทุกๆ วันเขาให้เพื่อนเขาใส่เสื้อที่เขียนว่า “Will you marry me?” ในระหว่างที่ถ่ายรูปกลุ่มจะมีเพื่อนคนหนึ่งใส่เสื้อตัวนั้นอยู่เสมอ แล้วเขาก็พกร่มไฟที่ทำจากประเทศไทยไปด้วย เพราะรอบนี้จะเป็นเหมือนร่มส่งสัญญาณ ที่จะคอยบอกทุกคนว่าเขาจะขอแต่งแล้วนะ ทุกคนต้องเตรียมตัว ซึ่งตาไผ่ถือทุกวัน เราก็ดีใจนะทุกคนน่ารักมาก มันเป็นการไปรวมกลุ่มกันครั้งแรกโดยที่แต่ละคนไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น

ถามว่าได้คุยกับแจ็คกี้ไหม คือมันเป็นฟีลเอาใจช่วย ไม่ต้องคนอื่นหรอก แม้กระทั่งตาลเองยังรู้สึกว่าหรือว่าจะทริปนี้จริงๆ เพราะเขาดูคาดหวังกับท้องฟ้ามาก จนสุดท้ายตาลกับแจ็คกี้ต้องไปรำแก้บน คือไปบนที่โบสถ์ บอกกับแจ็คกี้ว่า ‘กี้เราจะคุยกับเขาว่าไงดี เปิดแชตให้เอไอช่วย’ AI ช่วยเราได้ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรบ้างของนอร์เวย์ ซึ่งเราก็พูดภาษาไทยและให้แจ็คกี้พูดภาษาอังกฤษ เผื่อเขาไม่เก็ตความเป็นไทย เราสองคนก็คุยกับท้องฟ้าเต็มที่เลย สุดท้ายเขาบอกว่าให้ขอเงียบๆ ในใจ ท่านก็เลยโกรธนิดหนึ่งก็เลยตกทุกวันเลย (หัวเราะ) 

สุดท้ายก็เป็นวันสุดท้าย วันนั้นเหมือนฟ้าเปิด ที่จริงคือเขามาทุกวันหมายถึงแสงเหนือนะคะ คือค่ามันแรงมากอยู่บนหัวเราทุกคืน เพียงแต่ว่าเมฆมันเยอะแล้วฝนตกทุกวัน อยู่ดีๆ สภาพอากาศก็เปลี่ยนแปลง ก็เลยต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย ดีที่ไม่บนยาก สุดท้ายก็เป็นใจภาพสวยเลย แต่ก็ตีกันข้างหลังกล้องอีก หมายถึงคนอื่นนะ เพราะว่าทุกคนไม่เคยถ่ายแสงเหนือ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าแสงเหนือมันต้องชดเชยค่าแสง กล้องแต่ละยี่ห้อก็ไม่เหมือนกัน ก็เป็นอะไรที่ดี

ส่วนขั้นตอนที่เขาเตรียมมาเซอร์ไพร้ส์เรา เราก็ไม่เห็น หลังจากที่ขอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาฉลองเล็กๆ ที่บ้าน ก็มีปาร์ตี้เล็กๆ กัน เขาก็พูดและเปิดรูปให้เราดู ณ โมเมนต์นั้น เราเพิ่งจะเริ่มมีน้ำตา ก่อนหน้านั้นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นภายใน 10 นาที มันก็เลยต้องโฟกัส ณ เวลานั้น แต่พอเขามาเปิดรูปให้ดูว่า เขาวางแผนในแต่ละวันเป็นยังไง แล้วทุกคนทำหน้าที่อะไร ก็ขอบคุณมากๆ ขอบคุณเขาจริงๆ ที่ทำให้วันสำคัญของเรามันพิเศษที่สุดในชีวิตเราอีกวันหนึ่ง

สำหรับหลังจากนี้ก็อยากให้ทุกคนใจเย็นๆ ก่อน หมายถึงเพื่อนๆ ทั้งฝั่งเราและฝั่งเขา คือตอนนี้มีบางคนมาน้อยใจว่าเป็นฟีลแบบไม่ชวนเหรอ ไม่บอกเหรอ คือยังไม่มีสถานที่ ยังไม่มีอะไรเลย และที่ช็อกไปมากกว่านั้นคือ ช่างแต่งหน้า เขาบอกว่าถ้าแต่งให้บอกแม่นะ แม่จะแต่งหน้าให้ เป็นของขวัญวันแต่งงาน ช่างเต็มไปถึงปีหน้า เราก็เลยงงว่า จองช่างแต่งหน้าเขาต้องจองกันข้ามปีเลยเหรอ และแม้กระทั่งสถานที่ เราก็เพิ่งรู้ว่าในแต่ละเดือนจะสามารถแต่งงานได้ไม่เกินห้าหกวัน เราก็เลยแบบว่าโอ้มายก๊อด ทำไงดี อาจจะต้องขออนุญาตแพลนก่อน 

แล้วคือจริงๆ แล้วสองครอบครัวยังไม่ได้คุยกันเป็นกิจจะลักษณะเลย คือเรื่องของเรื่องพี่ไผ่แอบไปขอกับคุณพ่อคุณแม่หนูก่อน ตอนช่วงปีใหม่ แอบไปกระซิบว่าจะมาขอน้ำตาลที่นอร์เวย์นะ พ่อแม่ก็ตื่นเต้นเชียว พอวันที่ขอปุ๊บก็โทรฯ มา เป็นไง ส่งรูปมาหรือยัง น้องชายก็บอกว่าเมื่อไหร่จะเห็นแสงเหนือสักที เหมือนพี่ไผ่เขาไปคุยกับครอบครัวไว้ว่าเขามีแพลนอะไร แต่ว่าพิธีการหลังจากนี้ พวกสถานที่จัดที่ไหน ก็ต้องรอทางผู้ใหญ่เขาไปคุยกันนิดนึง

ส่วนพิธีการจะเป็นแบบทางเหนือหรือเปล่า คือเอาจริงๆ ถ้าเป็นตาลกับพี่ไผ่ ก็น่าจะเรียบง่ายชิลชิล ธรรมดา ตาไผ่อาจจะในป่านิดหนึ่ง อาจจะชอบสีเขียว ก็อาจจะเป็นสวนหรือริมๆ ทะเล แต่พอมาเริ่มแอบคุยกับทางเรา เขาก็ยังอยากให้เป็นแบบเหนืออยู่ แต่ตอนนี้พี่ไผ่ก็กลับมาโฟกัสทำงานมากยิ่งขึ้น เหมือนกับว่าก้าวไปอีกสเต็ปหนึ่ง หลังจากนี้ถ้าวันนั้นมาถึง วันที่แต่งงานแล้วมันไม่ใช่แค่เธอกับฉัน มันเป็นเราแล้ว สเต็ปต่อไปมันต้องมุ่งมั่น ถ้ามีเบบี๋อีกแล้วจะต้องทำยังไง ก็เป็นแพลนในอนาคต 

และที่ค่อนข้างช็อกเหมือนกัน หู้ย แพลนแต่งงานกันสองปี ปีกว่า เพราะปีนี้โรงแรมค่อนข้างจะไม่ว่างแล้ว แต่ก็แอบหวังว่าอยากให้เป็นปลายปีนี้ เพราะว่าพี่ไผ่ก็แอบบ่นๆ เพราะอยากมีเบบี๋ ตอนนี้พี่ไผ่ก็ 40 กว่าแล้ว เขาก็บอกว่าลูกยังไม่จบมหาวิทยาลัย พี่จะได้เบี้ยคนชราแล้ว คือนางมีความฝันว่า อยากเป็นเพื่อนกับลูกได้ อยากพาลูกเข้าป่า ก็คิดว่าหลังจากแต่งก็พร้อมมีเลย ก็คุยกันไว้แล้ว

แต่ก็คิดว่าอาจจะเป็นปีหน้าในเรื่องของงานแต่ง เดี๋ยวถ้ามีเบบี๋ก็ค่อยว่ากันอีกที แต่สิ่งหนึ่งที่เราสบายใจไปบ้างแล้ว คือเราไปเก็บไข่ตั้งแต่อายุ 20 กว่า มีสำรองอยู่แล้วบ้าง แต่ก็ผ่านนานหลายปีแล้ว ช่วงนั้นโควิดไงไม่มีอะไรทำ สองคนกับแจ็คกี้ ทุกคนจะคิดว่าตาลไปฝากไข่กับแฟน ไม่ค่ะ ไปกับแจ็คกี้ (หัวเราะ) ยังไงก็รอลุ้นเผื่อมีใครสละสิทธิ์ (หัวเราะ) 

ทุกคนคิดว่าตาลแพลนแล้ว แล้วเป็นฟีลแบบว่าขอเป็นพิธี แต่จริงๆ คือเราขอจริงๆ แต่ยังไม่มีแพลนจริงๆ เราก็เลยไม่รู้ว่าจะบอกยังไง พอมันจะถึงเวลาที่จะแต่งจริงๆ มันปวดหัวเหมือนกันเนาะ เพิ่งรู้ว่าดีเทล (Detail) ค่อนข้างที่จะเยอะ แล้วมันดันเป็นบ้านเราอยู่เหนือ บ้านพี่ไผ่อยู่กรุงเทพฯ แขกเราส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ แต่แขกพ่อแม่ส่วนใหญ่อยู่เหนือ ก็ต้องมาตัดสินใจกันอีกทีว่าจะเป็นยังไง”