จากกรณีที่ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี มีการขยายผลจากชาวจีนที่รถคว่ำจนได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยเข้าตรวจค้นบ้านของ นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีนใน อ.บางละมุง​ จ.ชลบุรี จนพบวัตถุระเบิดและอาวุธปืนสงคราม รวมทั้งระเบิดสังหารชนิดกับดักเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังพบเสื้อเกราะกันกระสุนสภาพถูกติดตั้งระเบิดซีโฟร์ และยังมีระเบิดถูกติดตั้งระบบพร้อมใช้งานคล้ายกับ “ระเบิดพลีชีพ” จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องอพยพชาวบ้านในละแวกดังกล่าวออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย เนื่องจากหวั่นว่าอาจเกิดอันตราย

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านพักย่านหทัยราษฎร์ 37 ซึ่งมีข้อมูลปรากฏว่ามีชื่อนายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน เป็นผู้พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นบ้านทาวน์โฮม 2 ชั้น ภายในบ้านมีรถยนต์ 2 คัน โดยอีกหนึ่งคันจอดอยู่หน้าบ้าน และมีรถจักรยานยนต์จอดอยู่อีก 2 คัน ผู้สื่อข่าวพยายามเรียกเจ้าของบ้านเพื่อถามข้อเท็จจริงแต่ไม่ได้รับการตอบกลับ ผ่านมาสักพักมีชายคนหนึ่งออกมาจากบ้าน โดยเจ้าตัวบอกแค่ว่า “ไม่รู้เรื่อง เป็นบ้านพี่สาวของแฟน ให้รอเขามาตอบ”

จากนั้นนางสาวพราว (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี อดีตภรรยาของนายหมิงเฉิน ซัน เปิดเผยว่า คบหากันประมาณ 1 ปี ก่อนจะแต่งงานจดทะเบียนสมรสและใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน 2 ปี ก่อนตัดสินใจหย่าร้างกันมาประมาณ 1 ปี เนื่องจากปัญหาเรื่องชู้สาว

นายหมิงเฉิน ซัน มีความชอบส่วนตัวคือชอบสะสมอาวุธปืน ตอนคบกันเคยเห็นเขามีปืนเพียง 1 กระบอก ซึ่งไม่ทราบว่าซื้อมาจากไหนเพราะเป็นของที่มีมาก่อนคบกัน เขาเคยบอกว่ามีเพียงกระบอกเดียว ไม่ได้เป็นคลังแสงอาวุธเหมือนที่ปรากฏในข่าว ยอมรับว่ารู้สึกตกใจหลังเห็นข่าวว่ามีอาวุธจำนวนมาก และไม่ทราบว่าไปหามาจากไหน

ทั้งนี้ นายหมิงเฉิน ซัน ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจริงและมีใบรับรองแพทย์ โดยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่คบกัน ไม่เคยมีพฤติกรรมทำร้ายใคร แต่เจ้าตัวมักบ่นว่าอยากฆ่าตัวตายอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ยังทราบว่าเขาเข้ามาอยู่ประเทศไทยประมาณ 1 ปี ก่อนจะมาคบกับตนเอง

ส่วนประเด็นที่มีชื่อของ นายหมิงเฉิน ซัน อยู่ในทะเบียนบ้านของตนนั้น ยอมรับว่าเป็นความจริง เนื่องจากทั้งคู่เคยแต่งงานกัน โดยบ้านหลังดังกล่าวซื้อมาได้ประมาณ 5 ปี ซึ่งลูกพี่ลูกน้องเป็นคนซื้อ ส่วนเหตุที่ยังไม่ได้เอาชื่อ นายหมิงเฉิน ซัน ออกจากทะเบียนบ้านหลังเลิกรากันเพราะยังสงสาร อีกทั้งมองว่า นายหมิงเฉิน ซัน เป็นคนดีและอยู่ตัวคนเดียว อย่างไรก็ตามหลังเลิกรากัน นายหมิงเฉิน ซัน ไม่เคยมาพักอาศัยที่บ้านหลังดังกล่าวอีกเลย รวมถึงไม่ได้ติดต่อกันและไม่ทราบว่าปัจจุบันทำงานอะไร อยู่ที่ไหน หรืออยู่กับใคร

ส่วนประเด็นเรื่องบัตรสีชมพู และบัตรประจำตัวประชาชนของนายหมิงเฉิน ซัน นางสาวแพรว ระบุว่าเรื่องนี้ไม่ทราบ

ทั้งนี้ทราบเพียงว่าช่วงที่คบกัน นายหมิงเฉิน ซัน มีธุรกิจสถานบันเทิงอยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่ธุรกิจสีเทา เพราะหากเป็นธุรกิจสีเทาจริงตนเองคงร่ำรวยไปแล้ว ส่วนเรื่องเพื่อนชาวจีนหรือรถหรู ระบุว่าไม่ได้สนิทกับกลุ่มเพื่อนของอดีตแฟน จึงไม่ทราบว่าทำธุรกิจอะไร และยืนยันว่าไม่เคยมีรถหรูเข้ามาจอดในบ้านของตนเอง

เมื่อถามว่า นายหมิงเฉิน ซัน เคยไปฝึกใช้อาวุธที่ประเทศกัมพูชาหรือไม่ เคยเป็นทหารหรือมีแนวโน้มก่อการร้ายหรือไม่ เจ้าตัวยืนยันว่าไม่มี พร้อมกล่าวว่า “ดูสภาพเขาสิ จะไปก่อการร้ายที่ไหนได้” และยืนยันว่า นายหมิงเฉิน ซัน ไม่ได้คลั่งการเมืองหรือลัทธิใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนสาเหตุที่ นายหมิงเฉิน ซัน เลือกอยู่ประเทศไทย เพราะมาเที่ยวแล้วชื่นชอบ รวมถึงค่าครองชีพไม่สูง จึงตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ต่อในไทย

สำหรับบ้านพักที่จังหวัดชลบุรีซึ่งปรากฏเป็นข่าวนั้น คาดว่าน่าจะเป็นบ้านเช่า เพราะนายหมิงเฉิน ซัน ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และก่อนหน้านี้ก็มักอาศัยอยู่กับผู้หญิงหลายคน

ทั้งนี้จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ตนขอยืนยันว่าตัวเอง ครอบครัว รวมถึงบ้านภายในซอยหทัยราษฎร์ 37 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับผู้ต้องหาทั้งสิ้น

ขณะเดียวกันช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ชุดสืบสวนกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจ สน.นิมิตรใหม่ ได้เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวและได้สอบถามข้อมูลเบื้องต้นไปแล้ว ซึ่งตนเองได้ให้การและยืนยันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับนายหมิงเฉิน ซัน