จากนี้ไปผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่าทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์และรับรองได้ว่า ไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์อย่างเดียว รัฐมนตรีทุกคนใน ครม.ของผมในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมา ก็จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและพี่น้องประชาชน”   

เป็นการประกาศกร้าว สวนกลับฝ่ายค้านที่ปลุกเกมร้อนตั้งคำถามตัวโตๆ ทั้งพรรคประชาชน และพรรคประชาชน แท็กทีมกันออกมาตั้งคาถาม ว่า สาระของการกู้เงินนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วนตรงไหน ถ้าถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตก รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร

ซึ่งทั้งประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน มองว่า ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเมื่อมองสาระที่ต้องนำมาสู่การกู้เงินนั้นถูกแบ่งเป็น 2 ก้อน  ก้อนหนึ่งเพื่อเยียวยาประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายค้านเห็นว่ามีความจำเป็น เร่งด่วนจริง กับก้อนที่ 2 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งก้อนนี้ยังไม่ด่วนถึงขั้นต้องกู้เงิน

ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลกลับลักไก่มัดรวมกันมา ประหนึ่งเอาเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกันว่า ถ้ากู้ไม่ได้หมดนี่ ประชาชนเดือดร้อนแน่ !

อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งการเยียวยาประชาชน ในก้อนแรกนั้นเอาเข้าจริงๆ ก็ออกมาในรูปแบบของคนละครึ่งพลัส แต่เปลี่ยนชื่อเป็น “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยหาเสียงไว้ การันตีว่าใช้แค่งบประมาณก็เพียงพอ นั่นแปลว่าทั้ง 2 ก้อนนี้ อาจไม่มีส่วนใดเลยที่ต้องกู้ แต่เพราะรีดไขมันเอาจากหน่วยงานต่างๆ ได้แค่ 5 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ 1 แสนล้านบาท ปัญหาเลยตามมา แต่นั่นก็สะท้อนถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลว่า “ก็แค่นี้เอง” เลยถือโอกาสเอาง่ายเข้าว่าด้วยการจำนำประเทศ ให้ประชาชนช่วยกันจ่ายดอก

ดังนั้น ฝ่ายค้าน โดย “ไหมศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน” ประกาศชัดว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็เดินหน้ายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะมองว่าพ.ร.ก.ฯ ไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการกู้เงินหรือรายละเอียดโครงการที่จะใช้วงเงินดังกล่าว ในบัญชีแนบท้าย ระบุกรอบการใช้จ่ายไว้ในลักษณะกว้าง โดยแผนการเยียวยาระบุว่าจะครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบการ และมีข้อสังเกตแค่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ก็ใช้งบฯ ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท หรือเกือบทั้งหมดของวงเงิน  ขณะที่แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็กำหนดขอบเขตกว้างไปจนถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ทำให้เกิดคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบรรจุไว้ในกฎหมายกู้เงินฉบับนี้       

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันนี้ “เสี่ยหนู” ประกาศสวมหัวใจสิงห์ เดินหน้าพ.ร.ก.กู้เงิน และก็กล้ายอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ดังนั้น จึงต้องจับตาและลุ้นชะตาของรัฐบาลที่จะเดินไปบนเส้นด้าย เพราะแม้ว่าการเมืองใจฟูด้วยฐานบัลลังก์สีน้ำเงินแน่นๆ แต่โอกาสพลิกผันก็มีสูง รอบนี้เดิมพันสูง โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งกระทบมากและยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติในเร็ววัน หรือถึงแม้จะยุติลง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังลากยาวต่อไปอีกหลายปี

ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เกมการเมืองในอดีต  ไม่ใช่แค่ความอยู่รอดของรัฐบาล หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่ในแต่ละก้าวย่างปัจจุบันนี้คือชีวิตประชาชนและประเทศชาติ.