เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ว่า ได้เน้นย้ำนโยบายควิกวิน โดยขอให้เร่งลงนามสัญญาโครงการที่จัดซื้อจัดจ้างแล้ว และเริ่มก่อสร้างโดยเร็ว โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (สงขลา-พัทลุง) และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (กระบี่) ซึ่งได้ผู้รับจ้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถลงนามสัญญาจ้างได้ เนื่องจากขณะนี้ต้องรอกระทรวงการคลัง เสนอเรื่องเงินกู้กับธนาคารโลกเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน

เบื้องต้นได้รับแจ้งจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ว่าจะเสนอ ครม. ประมาณเดือน มิ.ย. 2569 หาก ครม. เห็นชอบ และกระทรวงการคลังลงนามในสัญญาเงินกู้ฯ แล้ว คาดว่า ทช. จะลงนามสัญญาจ้างกับผู้รับจ้างได้ในเดือน มิ.ย. นี้ จากนั้นจะเริ่มก่อสร้างทันที ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แล้วเสร็จ และเปิดบริการในปี 2572    

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. แล้ว ให้เร่งจัดทำร่างขอบเขตงาน (TOR) และเปิดประกวดราคา (ประมูล) รวมถึงโครงการใดที่รอเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ให้เร่งเสนอมากระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอ ครม. ต่อไป อย่างไรก็ตามได้เน้นย้ำให้ผลักดันโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (ไทยแลนด์ริเวียร่า) ทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน โดยให้เร่งขยาย หรือสร้างในส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวเป็นตัวเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย เพราะลงทุนน้อยที่สุด

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ให้ ทช. ฟื้นโครงการนำยางพารามาใช้ในอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยบนท้องถนน อาทิ แผ่นยางครอบกำแพงคอนกรีต (RFB) หลักนำทางยางธรรมชาติ (RGP) และแผ่นยางหุ้มราวเหล็ก (RGC) เพื่อลดความรุนแรงจากแรงกระแทก โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็น รมว.คมนาคม โดยสามารถช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้ ซึ่งในส่วนของยางพาราหุ้มแบริเออร์ ช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ 10-20% ขณะที่ยางพาราหุ้มราวเหล็กช่วยลดได้ 40%

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อกำหนดรายละเอียดในการดำเนินงานว่า แต่ละปีจะดำเนินการบนถนนของกรมทางหลวง (ทล.) และ ทช. จำนวนกี่กิโลเมตร และเส้นทางใด อีกทั้งต้องหารือถึงความพร้อมในการผลิตยางพาราของสหกรณ์ยางพารา 29 แห่งด้วย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 3 เดือน แต่เนื่องจากในปีงบประมาณ 2570 จัดทำคำขอไม่ทัน จึงขอให้พิจารณางบประมาณเหลือจ่ายมาดำเนินการบางจุดไปก่อน เน้นพื้นที่เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเป็นลำดับแรก จากนั้นให้ตั้งงบประมาณปี 2571 เพื่อดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ยืนยันว่าในการดำเนินการเน้นความโปร่งใส ใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ และจะไม่มีการเพิ่มจำนวนสหกรณ์ฯ มากกว่า 29 แห่ง

ด้านนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดี ทช. กล่าวว่า ทช. ขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ประมาณ 64,253 ล้านบาท โดยเมื่อปีงบประมาณ 2569 ทช. ได้รับการจัดสรรฯ 53,000 ล้านบาท โดยในส่วนของการดำเนินโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า ทช. ได้ของบประมาณปี 2570 เพื่อดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเชิงหลักการของเส้นทางไทยแลนด์ริเวียร่า ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา ระยะทาง 600 กม. วงเงิน 45 ล้านบาท และโครงการสำรวจออกแบบเส้นทางไทยแลนด์ริเวียร่า ช่วงสิชล-ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ระยะทาง 30 กม. วงเงิน 21 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ทช. ได้ดำเนินการระยะที่ 1 เส้นทาง สมุทรสงคราม-ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง-ชุมพร ระยะทาง 514.616 กม. ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ ส่วนระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) เส้นทาง สมุทรปราการ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ระยะทางรวม 83 กม. ได้สำรวจออกแบบ และจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเตรียมก่อสร้าง โดยในปี 2570 จะดำเนินการสำรวจอสังหาริมทรัพย์ และระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) เส้นทาง เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ (ตะนาวศรีคีรีพัฒน์) ระยะทางรวม 350 กม. สำรวจออกแบบ และผ่านการพิจารณาเล่มรายงาน EIA แล้ว เริ่มเข้าพื้นที่ก่อสร้างแล้ว

ส่วนระยะที่ 4 เส้นทาง สงขลา-ปัตตานี-นราธิวาส ระยะทาง 155.68 กม. อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 และระยะที่ 5 เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน เส้นทาง ระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-ตรัง-สตูล ระยะทางประมาณ 600 กม. อยู่ระหว่างการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)