เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าคดีความมั่นคงกรณี นายหมิงเฉิน ซัน ชายชาวจีนวัย 31 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำใน จ.ชลบุรี จนนำไปสู่การขยายผลทลายคลังแสง อาวุธสงครามร้ายแรง อาทิ ระเบิด C4, ปืน M16 และระเบิดสังหารจำนวนมากที่ซุกซ่อนในบ้านพักหรูเมืองพัทยา ว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปมาก จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางดิจิทัล พบประวัติการแชตสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ และการเริ่มสะสมอาวุธมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยมูลเหตุจูงใจสำคัญมาจากการเตรียมการเพื่อรับมือกับความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง
‘วาสนา นาน่วม’ แฉ ‘หมิงเฉิน ซัน’ บอสสแกมเมอร์เขมร จัดอาวุธ-วางแผนสังหาร
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากพยานหลักฐานที่มีในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าผู้ต้องหาหรือเครือข่ายมีเป้าหมายที่จะก่อวินาศกรรมในประเทศไทย หรือนำอาวุธไปก่อเหตุทำร้ายประชาชนคนไทยแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและสะสมอาวุธไว้เพื่อฆ่าตัวตายนั้น ถือเป็นสิทธิในการให้การของผู้ต้องหา แต่ในทางคดี เจ้าหน้าที่จะยึดถือพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีน้ำหนักทางกฎหมายเป็นสำคัญ
“การตรวจสอบเส้นทางการเงิน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ได้รับมอบหมายให้เข้ามาตรวจสอบบัญชีและเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดยพบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบหลาย 10 ล้านบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับบัญชีธนาคารและบัญชีคริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบริษัทที่ผู้ต้องหาเคยจดทะเบียนร่วมกับอดีตภรรยา ตลอดจนตรวจสอบมูลเหตุของการจดทะเบียนสมรส เพื่อหาความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดทั้งหมด สำหรับประเด็นด้านสถานะบุคคลและการเดินทางเข้าประเทศของผู้ต้องหานั้น จากการตรวจสอบพบว่านายหมิงเฉิน ซัน เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง โดยใช้หนังสือเดินทางของประเทศจีนและกัมพูชา ประกอบกับการถือครองวีซ่าประเภท PE (Privilege Entry Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังทรัพย์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหามีสถานะพำนักระยะยาว (Residence) ในประเทศเกาหลีใต้
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวอีกว่า จากกรณีดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมนำมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อถอดบทเรียน โดยจะเสนอให้มีการประสานข้อมูลด้านความมั่นคงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการพิจารณาออกวีซ่า และอาจนำระบบการให้คะแนน (Scoring) สำหรับชาวต่างชาติมาใช้ในอนาคต เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้กลุ่มอาชญากรอาศัยกำลังทรัพย์ในการใช้สิทธิพิเศษเข้าประเทศ ส่วนกรณีการทุจริตเรียกรับเงิน 2,000 บาท เพื่อทำข้อมูลเท็จในการออกบัตรสีชมพูนั้น ถือเป็นการกระทำความผิดส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีการสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
“ส่วนของการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ขณะนี้มีผู้ต้องหาในคดีรวมทั้งสิ้น 6 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืนสั้น Glock ให้กับผู้ไม่มีคุณสมบัติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ตั้งเรื่องสอบสวนทางวินัยและดำเนินคดีอาญาแล้ว ขณะที่แหล่งที่มาของอาวุธสงครามอย่างปืน M16 และวัตถุระเบิด แม้กลุ่มผู้ค้าจะพยายามทำลายหลักฐานด้วยการลบหมายเลขประจำปืนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถสืบทราบแหล่งที่มาได้อย่างน้อย 1 กระบอกแล้ว และกำลังเร่งสืบสวนต่อถึงกระบวนการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มข้น”
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ใช่ฐานที่มั่นหรือพื้นที่ซ่องสุมของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติและกลุ่มทุนจีนสีเทา แต่ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายสแกมเมอร์ ประกอบกับความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของไทย อาจทำให้กลุ่มอาชญากรฉวยโอกาสใช้เป็นเส้นทางผ่านหรือพำนัก ขณะนี้ทางการไทยได้บูรณาการความร่วมมือกับประเทศจีนและกัมพูชาเพื่อทลายเครือข่ายดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงอำนาจอธิปไตยจากต่างชาติแต่อย่างใด
พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำคดีนี้มาทบทวนเพื่อยกกระดับมาตรการคัดกรองและกำกับดูแลชาวต่างชาติกลุ่มเสี่ยง ตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าประเทศไปจนถึงการพำนักอาศัย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน
“ส่วนสถานการณ์ล่าสุดของผู้ต้องหา ที่พบว่ามีอาการชักเกร็งและช็อกอย่างรุนแรงจากความเครียดและการอดอาหารติดต่อกัน 3 วันระหว่างถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา ทำให้ต้องถูกส่งเข้ารับการรักษาด่วนที่โรงพยาบาล โดยขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว แต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนาตลอด 24 ชั่วโมง จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (คอมมานโด)”

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมดูแลของกรมราชทัณฑ์ จึงขอให้ทางราชทัณฑ์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รับทราบสถานการณ์และได้สั่งการกำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการควบคุมและกำกับดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสูงสุด แม้ว่าผู้ต้องหาจะมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลตามสิทธิขั้นพื้นฐานก็ตาม
สำหรับข้อสังเกตที่ว่าผู้ต้องหาอาจใช้ข้ออ้างเรื่องการป่วยเป็นโรคทางจิตเวชหรือโรคซึมเศร้าเพื่อหลบเลี่ยงความผิด ทั้งที่มีพฤติการณ์เดินทางไปทั่วโลกและมีทรัพย์สินจำนวนมากนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบประวัติการรักษาจริง แต่ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือกล่าวอ้างพยานหลักฐานทางการแพทย์ใดๆ ก็ได้ แต่ในกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่จะใช้ยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจนและมีน้ำหนักมากที่สุด คือพยานหลักฐานทางดิจิทัลและข้อมูลการสนทนาที่เจ้าหน้าที่รวบรวมได้ พร้อมยืนยันว่าตำรวจมีกระบวนการตรวจสอบที่รัดกุมและรู้เท่าทันผู้กระทำความผิด ไม่ถูกหลอกลวงด้วยคำกล่าวอ้างอย่างแน่นอน
ส่วนของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มองว่า หากไม่เกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ตำรวจก็คงไม่สามารถตรวจพบอาวุธและทลายคลังแสงนี้ได้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่าปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการจับกุม ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือไหวพริบและปฏิภาณของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เข้าระงับเหตุเป็นคนแรก (First Responder) ซึ่งไม่ได้มองว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงอุบัติเหตุจราจรทั่วไป แต่ได้ทำการสังเกต ตรวจค้น และขยายผลจนพบความผิดปกติ ส่งผลให้สามารถสกัดกั้นและจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ก่อนที่จะนำอาวุธไปก่อเหตุร้าย แม้ว่าเป้าหมายของการก่อเหตุในครั้งนี้จะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยก็ตาม ซึ่งเหตุการณ์นี้จะถูกนำไปเป็นกรณีศึกษาเพื่อขยายผลและทบทวนแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ในตอนท้าย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้ปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจด่วนสรุปสำนวนคดีตั้งแต่วันแรกที่มีการจับกุมจนอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เคยมีการด่วนสรุปคดี ทุกกระบวนการสืบสวนสอบสวน การตั้งข้อหา และการให้ข่าวต่อสาธารณชน ล้วนดำเนินไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างเป็นขั้นตอน รัดกุม และโปร่งใสมาโดยตลอด



