นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากยังคงยืนหยัดทำหน้าที่สนับสนุนความต่อเนื่องในการจัดหาและส่งมอบพลังงานของประเทศ และด้วยความมุ่งมั่นในการจัดหาน้ำมันดิบที่มีคุณภาพจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางในระดับที่จำกัด
อย่างไรก็ดีผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวและความไม่แน่นอนของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบ ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากภาวะสงคราม ซึ่งบริษัทฯ จะทยอยรับรู้ผลกระทบตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป
ทั้งนี้บริษัทฯ ได้พยายามอย่างเต็มความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติม รวมถึงจัดหาจากแหล่งใหม่ ๆ เพื่อรักษาอัตราการกลั่นและรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ โดย ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้จัดหาน้ำมันดิบไปแล้วถึงเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิดและปรับแผนการดำเนินงานอย่างทันท่วงที เพื่อบริหารต้นทุนและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างเหมาะสม ซึ่งบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค
อาทิ เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการดำเนินโครงการ “Fry to Fly – 2 ลิตร แลก 1 ลิตร” ภายใต้แนวคิด “น้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ” เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค อีกทั้งยังได้รับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาด 700,000 บาร์เรล ซึ่งเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย สู่ท่าเรือโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาตามแผน รวมถึงสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิต และมีกำหนดส่งมอบผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกภายในเดือนพฤษภาคม 2569
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทบางจากยังรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และรับรู้ผลประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง รวมประมาณ 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 1,800 ล้านบาท จากการบริหารการจัดหาและสั่งซื้อน้ำมันดิบ รวมถึงการบริหารกำลังการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชา พร้อมทั้งขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น Chevron Hong Kong Limited (“CHK”) ในสัดส่วนร้อยละ 100 ซึ่งประกอบไปด้วยสถานีบริการน้ำมันจำนวน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ เพื่อสนับสนุนการบริหารธุรกิจโรงกลั่น การค้าน้ำมัน และธุรกิจการตลาดในระยะยาว ตลอดจนรองรับการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร ซึ่งคาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน มี EBITDA 17,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 94 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีก่อน มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) 953 ล้านบาท ทั้งนี้ หากรวมรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในไตรมาส บริษัทฯ มีกำไร ส่วนของบริษัทใหญ่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.17 บาท
นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 และปัจจัยบวกสำคัญของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ
ธุรกิจโรงกลั่น มี EBITDA 10,245 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน จากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน ค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตาม Crack Spread ในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากภาวะอุปทานที่ตึงตัวในเดือนมีนาคม อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมทั้งการรับรู้ Inventory Gain ของ
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ เทียบเท่า 8,299 ล้านบาทตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมีนาคม
ธุรกิจการตลาด มี EBITDA 1,563 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีปริมาณ
การจำหน่ายน้ำมันรวมสูงสุด 3,700 ล้านลิตร จากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกตามความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมันและภาวะขาดแคลนน้ำมัน ขณะที่ตลาดอุตสาหกรรมมีปริมาณการจำหน่ายโดยรวมใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยบวกจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร (Marine Fuels) จากการขยายฐานลูกค้าอุตสาหกรรม
ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการรวม 2,217 สถานี จุดชาร์จ EV กว่า 592 สถานี มีส่วนแบ่งทางการตลาดผ่านสถานีบริการที่ระดับ 27.7% และยังคงมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงทั้ง Premium 97 และ Premium Diesel ผ่านการขยาย Network Coverage ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดน้ำมันพรีเมี่ยมกว่า 18.6% นอกจากนี้ บางจากฯ ยังได้เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 โดยมีจุดจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการ 40 สถานี ขณะที่ธุรกิจ Retail Experience ยังคงขยายการให้บริการ โดยร้านกาแฟอินทนิลมีจำนวน 1,187 สาขา
ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มี EBITDA 408 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และร้อยละ 42 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปริมาณการจำหน่ายเอทานอลและไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้พลังงาน รวมถึงมาตรการภาครัฐในการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานจาก B5 เป็น B7 ขณะที่การบริหารจัดการวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พลอยได้ช่วยสนับสนุนการปรับตัวของกำไรขั้นต้น
กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน
กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มี EBITDA 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลงจากการชะลอตัวของธุรกรรมภายนอกกลุ่มบริษัทบางจาก (Out‑Out) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี ปริมาณการซื้อขายภายในกลุ่มยังสามารถขยายตัวได้ตามกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้น



