เมื่อวันที่ 14 พ.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) ทยอยเปลี่ยนหลอดไฟบนทางพิเศษ(ด่วน) ที่จะครบอายุการใช้งานให้เป็นหลอดไฟแบบ LED และเปลี่ยนเท่าที่ กทพ.มีงบประมาณ ซึ่งหลอดใดยังมีอายุการใช้งานอีก 4-5 ปี ก็ยังไม่ต้องเปลี่ยน ให้ใช้วิธีการปรับระดับความสว่างของไฟไปก่อน เช่น ช่วงที่ยังไม่มืดก็อาจเปิดแสงสว่างน้อยก่อน และเพิ่มความสว่างเมื่อมืด โดยวิธีนี้จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ 40% แต่หากเปลี่ยนเป็นหลอด LED ทั้งหมด จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ 60%
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า อย่าถามว่าหลอด LED มีราคาเท่าไหร่ เพราะคุณภาพแตกต่างกัน ราคาก็แตกต่างกัน ดังนั้นคงไม่สามารถบอกได้ว่าราคาจะเป็นเท่าไหร่ แต่ยอมรับว่าหลอด LED มีราคาแพงกว่าหลอดแบบเดิม อย่างไรก็ตามขอแก้ข่าวที่มีข่าวเฟคนิวส์เรื่องการเปลี่ยนหลอดไฟ LED ของกรมทางหลวงชนบท(ทช.) ที่ระบุว่าจะมีการเปลี่ยน 8 แสนดวงให้แล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่ง ทช. ไม่ได้มีงบประมาณมากพอที่จะสามารถเปลี่ยนได้แล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2571 จะทยอยเปลี่ยนเหมือนกับที่มอบนโยบายให้แก่ กทพ. ดวงไหนที่ครบอายุก็จะใช้งบประมาณในปีนั้นๆ เปลี่ยน
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ขอชี้แจง ในฐานะที่ตนดูแลกระทรวงคมนาคม ข่าวไหนที่ประชาสัมพันธ์แล้วเกิดความผิดพลาด ก็ต้องขอกลับมาชี้แจงในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นข่าวแต่ละข่าว ขอให้ฟังจากตน หรือโฆษกที่ได้รับมอบหมายให้ประชาสัมพันธ์ หรือให้ข่าวเท่านั้น
ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า กทพ. ได้ดำเนินการเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ตั้งแต่เมื่อปี 2567 โดยได้เริ่มบนทางด่วนสายฉลองรัช ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี โดยจะทยอยเปลี่ยนในทุกสายทาง คาดว่าจะครบทั้งหมดภายในปี 2571 ซึ่งหากครบทั้งหมดจะช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 70 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตามปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ปีละประมาณ 200 ล้านบาท



