เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่ายึดโทรศัพท์มือถือของนักเรียนและไม่คืน พร้อมเรียกเงินจำนวน 10,000 บาท ว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร และหากพบว่าโรงเรียนมีการดำเนินการตามที่เป็นข่าวจริง ก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งประเด็นการใช้โทรศัพท์มือถือภายในโรงเรียนถือเป็นเรื่องที่แต่ละสถานศึกษาสามารถพิจารณากำหนดแนวทางได้เอง เนื่องจากโรงเรียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล และต้องคำนึงถึงบริบทการจัดการเรียนการสอนของแต่ละแห่ง โดยบางรายวิชาอาจจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการค้นคว้าหรือประกอบการเรียน ขณะที่บางรายวิชาอาจไม่จำเป็น และต้องการให้นักเรียนมีสมาธิจดจ่อกับการเรียนการสอนมากขึ้น

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องนี้มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางส่วนมองว่าโทรศัพท์มือถือมีความจำเป็นต่อการเรียนรู้ รวมถึงการติดต่อระหว่างผู้ปกครองกับนักเรียน แต่อีกฝ่ายกังวลว่าจะส่งผลต่อสมาธิในการเรียน จึงต้องรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ซึ่ง ศธ. ไม่นิ่งนอนใจต่อประเด็นดังกล่าว และเตรียมจัดเวิร์กช็อปหารือในวงเล็ก เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสม หากจะมีมาตรการเกี่ยวกับการจัดเก็บโทรศัพท์มือถือของนักเรียน ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายตามมา ส่วนกรณีจะนำแนวทางของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ไม่อนุญาตให้นักเรียนนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาใช้งานในห้องเรียน มาปรับใช้กับโรงเรียนในสังกัด ศธ. หรือไม่นั้น เรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถศึกษาได้ แต่ท้ายที่สุดโรงเรียนแต่ละแห่งสามารถพิจารณาตัดสินใจให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องสถานการณ์การปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสอบข้อมูลและดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนและนักเรียนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองและประชาชนในพื้นที่ชายแดน