สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เดินทางด้วยเครื่องบินประจำตำแหน่งแอร์ ฟอร์ซ วัน ออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง เมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีนายหวัง อี้ รมว.การต่างประเทศจีน เป็นผู้แทนรัฐบาลปักกิ่ง ในการส่งผู้นำสหรัฐ และถือเป็นการปิดฉากภารกิจเยือนอย่างเป็นทางการ 3 วัน และเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี


การเยือนจีนของทรัมป์ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการกอบกู้คะแนนนิยมที่ลดลงของตัวเอง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญ ในเดือน พ.ย. นี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เดินบนพรมแดง เพื่อขึ้นเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน กลับไปยังกรุงวอชิงตัน


ทั้งนี้ ผู้นำสหรัฐได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากรัฐบาลจีน ถึงขั้นทรัมป์ออกปากชมอย่างต่อเนื่อง และผู้นำสหรัฐยืนยันการบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจมากมายกับจีน รวมถึงข้อผูกพันจากฝั่งจีน ที่จะสั่งซื้อเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้งจำนวน 200 ลำ แม้หลายฝ่ายมองว่า น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และจีนกล่าวว่า จะเพิ่มการซื้อน้ำมันจากสหรัฐ


อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางเยือนจีนครั้งก่อนของทรัมป์ เมื่อปี 2560 ผู้นำสหรัฐนำคณะผู้บริหารร่วมเดินทางไปด้วยเกือบ 30 คน และประกาศข้อตกลงทางการค้ารวมเป็นมูลค่าสูงกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.15 ล้านล้านบาท) และจีนตกลงซื้อเครื่องบินโบอิ้งมากถึง 300 ลำ แม้ลดลงในเวลาต่อมาก็ตาม

นายหวัง อี้ เป็นตัวแทนรัฐบาลจีน ส่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง


ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เสื่อมถอยลง ระหว่างสหรัฐกับจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยหลังจากสงครามการค้าสองครั้งที่เปิดฉากโดยทรัมป์ เศรษฐกิจของจีนพยายามพึ่งพาอเมริกาน้อยลงนับจากนั้น ส่งผลให้จีนเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจาครั้งนี้

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ส่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ จากเรือนรับรองจงหนานไห่ ในกรุงปักกิ่ง


ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยลบ ที่กดดันการลงทุนและการค้าทวิภาคี โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวอย่างภาคเทคโนโลยี ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน ซึ่งสหรัฐเป็นฝ่ายเปิดฉากว่า “ไม่ควรเกิดแต่แรก” และย้ำความสำคัญของการเจรจา.

เครดิตภาพ : REUTERS