สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เดินทางด้วยเครื่องบินประจำตำแหน่งแอร์ ฟอร์ซ วัน ออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง เมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีนายหวัง อี้ รมว.การต่างประเทศจีน เป็นผู้แทนรัฐบาลปักกิ่ง ในการส่งผู้นำสหรัฐ และถือเป็นการปิดฉากภารกิจเยือนอย่างเป็นทางการ 3 วัน และเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี
.@POTUS gives his signature fist pump and one final wave as he boards Air Force One following his historic state visit to China https://t.co/sWRnNmzLZM pic.twitter.com/HGXravRpMA
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) May 15, 2026
การเยือนจีนของทรัมป์ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการกอบกู้คะแนนนิยมที่ลดลงของตัวเอง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญ ในเดือน พ.ย. นี้

ทั้งนี้ ผู้นำสหรัฐได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากรัฐบาลจีน ถึงขั้นทรัมป์ออกปากชมอย่างต่อเนื่อง และผู้นำสหรัฐยืนยันการบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจมากมายกับจีน รวมถึงข้อผูกพันจากฝั่งจีน ที่จะสั่งซื้อเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้งจำนวน 200 ลำ แม้หลายฝ่ายมองว่า น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และจีนกล่าวว่า จะเพิ่มการซื้อน้ำมันจากสหรัฐ
President Trump meets with President Xi in Zhongnanhai.
— The White House (@WhiteHouse) May 15, 2026
"I want to thank you very much. This has been an incredible visit. I think a lot of good has come of it. We've made some fantastic trade deals—great for both countries…" pic.twitter.com/cdt3H9jeOB
อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางเยือนจีนครั้งก่อนของทรัมป์ เมื่อปี 2560 ผู้นำสหรัฐนำคณะผู้บริหารร่วมเดินทางไปด้วยเกือบ 30 คน และประกาศข้อตกลงทางการค้ารวมเป็นมูลค่าสูงกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.15 ล้านล้านบาท) และจีนตกลงซื้อเครื่องบินโบอิ้งมากถึง 300 ลำ แม้ลดลงในเวลาต่อมาก็ตาม

ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เสื่อมถอยลง ระหว่างสหรัฐกับจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยหลังจากสงครามการค้าสองครั้งที่เปิดฉากโดยทรัมป์ เศรษฐกิจของจีนพยายามพึ่งพาอเมริกาน้อยลงนับจากนั้น ส่งผลให้จีนเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจาครั้งนี้

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยลบ ที่กดดันการลงทุนและการค้าทวิภาคี โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวอย่างภาคเทคโนโลยี ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน ซึ่งสหรัฐเป็นฝ่ายเปิดฉากว่า “ไม่ควรเกิดแต่แรก” และย้ำความสำคัญของการเจรจา.
เครดิตภาพ : REUTERS



